Homeคอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิมนูญ ศิริวรรณ นโยบายพลังงานแห่งชาติ

นโยบายพลังงานแห่งชาติ

พิมพ์

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (net importer of energy) โดยนำเข้าน้ำมันถึง 80% ของความต้องการทั้งหมด และนำเข้าก๊าซทั้งในรูปก๊าซธรรมชาติ (NG) ก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) และก๊าซหุงต้ม (LPG) อีกประมาณ 40% ของความต้องการทั้งหมดของประเทศ แต่เราก็ยังมีคนละเมอเพ้อพกว่าเราเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานได้เองมากกว่าประเทศในกลุ่ม OPEC บางประเทศเสียอีก และยังเชื่อว่าเรามีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติของเราเองทั้งบนบกและในทะเลอย่างเหลือเฟือ ทำไมเราจะต้องใช้ก๊าซในราคาแพงตามราคาในตลาดโลกด้วย
 ความคิดนี้อาจจะถูกต้องถ้าเรามีแหล่งสำรองพลังงานในประเทศเหลือเฟือจริง จนสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศอย่างประเทศในกลุ่ม OPEC ได้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในทางตรงกันข้ามแหล่งพลังงานในประเทศที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน นับวันมีแต่จะหมดไปและเราต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกประเทศเพิ่มมากขึ้น จนประเทศชาติต้องสูญเสียความมั่นคงทางด้านพลังงานไป
 เมื่อมาทบทวนนโยบายทางด้านพลังงานของประเทศ เราจะพบว่าถึงแม้เราจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ครอบคลุมนโยบายด้านพลังงานเอาไว้ตลอดระยะเวลาของแผนฯ และเรายังมีแผนของกระทรวงพลังงานที่เสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น "นโยบายพลังงานแห่งชาติ" เพราะยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์จำลอง (scenario) ระยะยาว 20 ปีหลายๆ สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคตทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทาน (demand & supply) รวมทั้งแผนในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ
 อีกทั้งแผนพลังงานแห่งชาตินั้นจะต้องผ่านกระบวนการระดมความคิดจากทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ เพื่อให้เป็นแผนพลังงานแห่งชาติที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง
 เมื่อมีแผนพลังงานแห่งชาติแล้วก็ควรที่จะออกเป็นพ.ร.ฎ.ประกาศใช้ แล้วมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้รักษาการและปฏิบัติตามแผนงานในพ.ร.ฎ.อย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายการเมืองไม่สามารถแทรกแซงการปฏิบัติงานตามแผนงานของฝ่ายข้าราชการประจำได้ แต่แน่นอนทางฝ่ายการเมืองยังคงมีสิทธิ์ที่จะริเริ่มนโยบายใหม่ๆหรือปรับเปลี่ยนแผนงานที่เสนอโดยฝ่ายข้าราชการประจำได้ถ้าไม่เห็นด้วย แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับแนวทางหรือหลักการสำคัญที่กำหนดไว้ใน "นโยบายพลังงานแห่งชาติ"
 เพื่อให้เห็นผลเสียที่ชัดเจนของการแทรกแซงนโยบายพลังงานโดยรัฐบาล ผมอยากจะยกตัวอย่างผลงานของรัฐบาลทั้งสองชุดที่เข้าแทรกแซงราคาน้ำมัน คือ รัฐบาลชุดที่แล้วตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาท/ลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตจากลิตรละ 5.31 บาท ลงเหลือ 0.005 บาท/ลิตร จนกลายเป็นระเบิดเวลามาถึงรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะต้องขึ้นภาษีสรรพสามิตกลับไปที่เดิมจะทำอย่างไร เพราะถ้าทำก็กระทบค่าครองชีพของประชาชน ถ้าไม่ทำก็เสียรายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท ปีละ 108.000 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลชุดที่แล้วก็ได้หน้า ได้คะแนนเสียงไปแล้ว
 ส่วนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็ประกาศลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯในส่วนของน้ำมันเบนซินถึงลิตรละ 7 บาท ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องลดมากถึงขนาดนั้น ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงมากเกินไป เกิดปัญหาคนไม่ใช้แก๊สโซฮอล์ ในที่สุดก็ต้องกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนอีก คนก็บ่นว่ารัฐบาลเพราะตอนลดราคาคนก็ลืมไปแล้ว ถ้าตอนนั้นเชื่อผมลดเงินเก็บเข้ากองทุนแค่ 3 บาท ก็ไม่ต้องเดือดร้อนมาเก็บเพิ่มในตอนนี้อีก
 จะเห็นว่าปัญหาวุ่นๆในเรื่องพลังงานของบ้านเรานั้น เป็นเพราะรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการบริหารนโยบายพลังงานของฝ่ายประจำมากจนเกินไป เหตุผลของการแทรกแซงนั้น ฝ่ายการเมืองมักจะอ้างอย่างสวยหรูว่า มาจากการเลือกตั้ง ต้องทำเพื่อประชาชน แต่ความจริงแล้วมาจากขาดความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความจริง และขาดความกล้าที่จะชี้แจงกับประชาชนมากกว่า หรือไม่ก็มองแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นเฉพาะหน้าในเรื่องของคะแนนเสียงและความนิยมเท่านั้น ไม่ได้มองผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติแต่อย่างใด
 ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมี "นโยบายพลังงานแห่งชาติ" ซึ่งเป็นแผนแม่บทด้านพลังงานระยะยาวที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการร่าง และยึดถือเป็นแนวทางในการบริหารจัดการและพัฒนาพลังงานไทย โดยไม่ยอมให้นักการเมืองมาลากเข้ารกเข้าพงอีกต่อไป !!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,714   16-18  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

 

Read : 5523 times

jL Poll Module1

คสช.สั่งลดภาษีสรรพสามิตเบนซินเพิ่มดีเซล ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

กระแสราดน้ำแข็งการกุศลฟีเวอร์สุด ท่านเห็นอย่างไร
 

*