Home

'วิรุฬ'เปิดผลสอบแบงก์รัฐ วงในเผยไม่พบทุจริต

พิมพ์

วิรุฬ เตชะไพบูลย์วิรุฬ เตชะไพบูลย์วงในคลังเผย "วิรุฬ" เรียกบอร์ดและผู้บริหารแบงก์เฉพาะกิจของรัฐ  แจงข้อกล่าวหาในสัปดาห์หน้า เผยรายละเอียดผลสอบแบงก์ชาติ  ล่าสุดไม่พบทุจริต แค่ประพฤติมิชอบด้าน "โสฬส"ยันไม่หมกเม็ด/เลอศักดิ์"ลั่นผมเป็นนักกีฬา เล่นตามกติกา


           แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในสัปดาห์หน้า นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  จะเรียกกรรมการและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  (ธพว.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)  ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)  มารับทราบการตรวจสอบตามรายงานของแบงก์ชาติที่สอบพบ และให้ชี้แจ้งข้อเท็จจริง  ตามข้อกล่าวหาทั้งหมด
           เบื้องต้น เท่าที่ตรวจสอบรายงานแบงก์ชาติ พบว่า  ไม่ถึงกับเป็นการทุจริต แต่เป็นการประพฤติมิชอบมากกว่า  เช่น กรณี ธพว. ที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้เสีย โดยที่ลูกหนี้ไม่รับรู้ ให้กลายเป็นหนี้ดี แล้วนำเงินสำรองหนี้เสียกลับมาจ่ายโบนัสพนักงาน  แสดงให้เห็นว่า กรรมการผู้จัดการ ธพว. ฝีมือการบริหารจัดการไม่ถึง  
           เช่นเดียวกับกรณีธนาคารออมสิน ยังไม่มีการจัดทำรายงานเพื่อติดตามดูแลสินเชื่อที่สำคัญให้ครบถ้วน เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอีรายใหญ่ และการฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อนครูและบุคลาการการศึกษา(ช.พ.ค.) ที่ธนาคารออมสิน เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท สยามประกันชีวิตฯ ร่วมกับ บมจ.ทิพยประกันภัย แล้วลงบันทึกราคาทรัพย์สินในการซื้อใบอนุญาตประกันชีวิตที่ราคา 130 ล้านบาท แต่ซื้อราคาจริงแค่  120 ล้านบาท จากที่ไพร้ซ วอร์เตอร์เฮาส์(PWC)ประเมินราคาไว้ที่ 170 ล้านบาท และมูลค่าแท้จริงของใบอนุญาตสูงถึง 200-300 ล้านบาท เพื่อที่จะมารับประกันชีวิต ช.พ.ค. 300,000 คน  ถือว่า ธนาคารออมสินผิดในแง่ที่ไม่ปิดความเสี่ยง ทั้งจากเงินลงทุนและเงินจ่ายค่าสินไหมทดแทน  แต่ไม่ได้ผิดหลักการขยายธุรกิจ
           ทั้งนี้ รายงานจากกระทรวงการคลัง ระบุถึงรายงานการตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ของแบงก์ชาติ  พบว่าธพว.มี ผลงานดำเนินงานขาดทุนสุทธิทางบัญชี 133 ล้านบาท มีผลขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปี  จากภาระที่ต้องกันเงินสำรองหนี้เอ็นพีแอลที่มีอยู่ระดับสูง  ส่วนใหญ่เป็นเอ็นพีแอลที่อนุมัติ ก่อนปี 2552 สัดส่วนถึง 93%  และมีหนี้เอ็นพีแอลย้อนกลับ(Re-entry)ในอัตราสูงถึง 54% ของลูกหนี้ปรับโครงสร้างทั้งสิ้น  โดยสัดส่วน 53% ของหนี้เอ็นพีแอลเป็นลูกหนี้ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วและอยู่ระหว่างการบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด  แต่เนื่องจากหลักประกันส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ที่ขายยากและคุณภาพต่ำ หากขายได้ก็จะมีผลขาดทุนสูง  และจากการตรวจสอบครั้งนี้มีหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น  3,548 ล้านบาท ทำให้ต้องกันเงินสำรองเพิ่มขึ้น 802 ล้านบาท มีการกระจุกตัวของสินเชื่อในธุรกิจโรงแรมและโรงสีข้าว โดยธุรกิจโรงแรม มีสินเชื่อมากกว่า เกณฑ์ที่ธนาคารควรกำหนดเพดานควบคุมความเสี่ยงการกระจุกตัวของสินเชื่อในแต่ละประเภทธุรกิจไม่เกิน 9,400 ล้านบาท
           อีกทั้งยังมีค่าปรับจากอัตราดอกเบี้ยการทำธุรกรรมอนุพันธ์ IRS เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินกู้ยืมต่างประเทศ กรณี ผิดสัญญากับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดไทย ซึ่งปัจจุบันถูก SCBT ฟ้องดำเนินคดี แม้ว่า  ธพว. ได้ชำระเงินต้นตราสารอนุพันธ์ FRCD  300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  โดยได้กำไรจากบาทแข็งค่า 2,348 ล้านบาท โดย ธพว. ได้นำรายได้ดังกล่าวไปใช้กันสำรองตามเกณฑ์ IAS 39 มูลค่า 1,633 ล้านบาท  แม้จะได้คืนเงินกู้ยืมจากต่างประเทศ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  (8,810 ล้านบาท) ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 7 สิงหาคม 2554 ไปแล้ว และปัจจุบันธนาคารยังมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ ชำระหนี้กู้ยืมดังกล่าว รวมถึงกรณีข้อพิพาทกับ SCBT ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยธนาคารอาจต้องชดใช้ค่าปรับตราสารอนุพันธ์จำนวน 4,611 ล้านบาท โดยได้กันสำรองไว้แล้ว 1,985 ล้านบาท
           นอกจากนี้ ธนาคารอาจมีความเสียหายจากเงินจ่ายล่วงหน้า ค่าพัฒนาระบบหลัก (Core Banking System ) อีก 32 ล้านบาท ซึ่งธนาคารได้บอกเลิกสัญญา และอยู่ระหว่าง เรียกร้องชดใช้ ค่าเสียหาย ดังกล่าวจาก บ.MFEC
           ขณะที่ ออมสิน จากการตรวจสอบยังพบกระบวนการพิจารณาสินเชื่อมีความบกพร่องหรือผิดปกติที่สำคัญ โดยมีการเร่งขยายสินเชื่อ ในขณะที่กระบวนการพิจารณามีข้อบกพร้อง การควบคุมการเบิกใช้วงเงินไม่รัดกุม และขาดการติดตามให้ลูกหนี้ทำตามเงื่อนไข มีสินเชื่อที่ควรจัดชั้น กล่าวถึงเป็นพิเศษจำนวน 5,045 ล้านบาท ทำให้ฝ่ายจัดการมีการรายงานเอ็นพีแอล ต่ำกว่าจริง จากการเร่งขยายสินเชื่อ และโครงสร้างเงินฝากรายใหญ่ที่มีการกระจุกตัวมากขึ้น รวมถึงธนาคารยังมีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก และยังไม่ได้นำข้อบกพร่องมาแก้ไขอย่างจริงจัง
           ขณะที่ยังมีรายงานการตรวจสอบของ  ธอส. พบว่า การบริหารความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างอ่อน ไม่ได้ จัดชั้นหนี้ตามเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนด ต้องกันสำรองเพิ่มขึ้นอีก 3,342 ล้านบาท มีอัตราส่วน NPL Re-entry อยู่ระดับค่อนข้างสูง  อีกทั้งระบบ Core Banking System ยังมีจุดอ่อนในระบบควบคุมปฏิบัติการและยังไม่สามารถหาข้อยุติในการตกลงทำสัญญา Maintenance และสัญญาแก้ไขโปรแกรมระบบ CBS กับ บริษัทผู้พัฒนาระบบได้
           สุดท้าย การตรวจสอบ บสย.ยังมีความเสี่ยงจากความเพียงพอของเงินกองทุนและผลการดำเนินงานที่มีผลกระทบมีระดับต่ำ  และมีการบันทึกข้อมูลลูกค้าบางส่วนไม่ถูกต้อง นอกจากนี้มีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารทุนในระดับสูงและจากการที่ บสย. ได้ว่าจ้าง บลจ. 4 แห่งบริหารลงทุน รวมเป็นเงิน 8,674 ล้านบาท  และได้ตรวจพบว่า บลจ.ทิสโก้ฯ ได้นำเงินลงทุนในตราสารหนี้ โดยไม่ได้ขอความยินยอมจาก บสย.ก่อน เป็นต้น
           ด้าน นายเลอศักดิ์  จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่าตั้งแต่พอมีข่าวเขย่าออมสิน เชื่อหรือไม่ว่า ผมยังไม่เคยถูกสอบ เพราะในช่วง 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา ผมทำให้ออมสินโตมาขนาดนี้ และผมเป็นนักกีฬา เล่นตามกติกา และถึงตอนนี้ก็ยังเล่นตามกติกา ไม่จำเป็นต้องหนีไปไหน แต่มองว่าที่มีข่าวครั้งนี้ เป็นการเล่นสกปรกกันเกินไป
           นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์  กล่าวว่า เป็นวิธีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เสียตามแนวทางการบริหารของธนาคาร โดยผ่อนปรนยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป  อย่างไรก็ตามหลักการของธนาคาร ไม่ได้ช่วยเหลือธุรกิจใดเป็นพิเศษ แต่ต้องลดหนี้ทุกกลุ่ม 
           "เรายึดหลักเกณฑ์ ไม่ต้องการให้ลูกค้าเป็นหนี้เสีย หากยังหาเงินอื่นมาชำระได้ ขอยืนยันว่า ธนาคารไม่ได้เป็นการตกแต่งบัญชี  เป็นตัวเลขหนี้จริงของธนาคารและบัญชีแต่ละปี สตง.  ตรวจสอบอยู่แล้ว  ไม่มีการหมกเม็ดแน่นอน  ขอให้ไปตรวจสอบได้ที่ สตง.ได้เลย สิ้นปี 2554  มูลหนี้เสียของธนาคารอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15% ของสินเชื่อคงค้าง 97,000 ล้านบาท  และยังคงดำเนินธุรกิจตามกระบวนการบริหารของแบงก์เช่นเดิม"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,720    8-10  มีนาคม  พ.ศ. 2555

 

Read : 3781 times

*