งาน แสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในระดับสากล

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 สองงานใหญ่ระดับโลกที่จัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ...อ่านต่อ
Homeลงทุน-อุตฯการค้า-ส่งออก 'ข้าวขวัญสุพรรณ'ต้นแบบผลิตข้าว

'ข้าวขวัญสุพรรณ'ต้นแบบผลิตข้าว

พิมพ์

alt"ข้าว" คำเดียวสั้นๆ แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่มหาศาล เพราะข้าวคือพืชเศรษฐกิจของหลายๆประเทศ คืออาหารเพราะประชากรโลกกว่าครึ่งโลกบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักประจำวัน แต่กว่าจะได้มาซึ่งเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ด ชาวนาผู้ปลูกข้าวต้องสูญเสียหยาดเหงื่อแรงกายลำบากตรากตรำ หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่ก็ไม่มีชาวนาคนใดในโลกเป็นผู้ร่ำรวยเหมือนกับผู้ประกอบอาชีพอื่น ที่สำคัญเลยนั้น "ข้าว"ผูกพันกับวิถีชีวิตโดยเฉพาะคนไทยจนกลายเป็นวัฒนธรรม ประเพณี
 อย่างไรก็ดีวิถีชีวิตชาวนาไทยปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ตามการเจริญเติบโตของประเทศ ภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทมากกว่าภาคเกษตรกรรม การศึกษาได้รับการส่งเสริมมากกว่าอดีต อาชีพชาวนาที่ต้องกรำแดดกรำฝนอยู่กลางท้องทุ่งจึงไม่เป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาสูง เพราะสามารถเลือกเข้าทำงานภาคราชการหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มีโอกาสทำงานในห้องแอร์ ทำให้อาชีพชาวนาในประเทศไทยเป็นอาชีพของคนสูงวัย หรือเป็นอาชีพเสริมของคนรุ่นใหม่มากกว่า ประกอบกับการมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ เครื่องดำนา เครื่องเกี่ยวข้าว การดูแลผลผลิตในไร่นาจึงไม่พิถีพิถันเหมือนกับคนรุ่นก่อนที่ให้ความใส่ใจตั้งแต่การไถจนถึงการนวดข้าวด้วยหนึ่งสมองและสองมือโดยบรรพบุรุษชาวนาไทย 
alt นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเอาใจเกษตรกรชาวนา ฐานเสียงสำคัญของประเทศ โดยยกระดับราคาแทรกแซงให้สูงขึ้น ทำให้ชาวนาแทนที่จะดูแลคุณภาพผลผลิตแต่กลับเร่งปลูกหลายรอบต่อปีเพื่อให้ได้ผลผลิตมาจำนำราคาสูง ผลพวงที่ตามมาคือใช้พันธุ์ข้าวนาปรังอายุสั้นแทนพันธุ์พื้นเมือง  เร่งใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ส่งผลให้คุณภาพข้าวถดถอยลง สุดท้ายชาวนาไม่บริโภคข้าวที่ตัวเองปลูกแต่ไปซื้อข้าวในห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดบริโภค
++ผลิต"ข้าวขวัญสุพรรณ"  
 "เดชา ศิริภัทร" ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่าจากความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวนา กระทั่งมาถึงขั้น ชาวนาผู้ปลูกข้าวไม่รับประทานข้าวที่ตัวเองปลูก แต่กลับไปซื้อข้าวในท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดมารับประทาน จังหวัดสุพรรณบุรี โดยความร่วมมือของส่วนราชการ เอกชน ชาวนาและมูลนิธิข้าวขวัญ จึงได้ร่วมกันผลิต "ข้าวขวัญสุพรรณ" เพื่อให้คนจังหวัดสุพรรณบุรีแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ รับประทานข้าวที่ชาวนาสุพรรณบุรีปลูก สีและจำหน่ายในจังหวัดสุพรรณบุรี
 กระบวนการผลิต "ข้าวขวัญสุพรรณ" เป็นกระบวนการผลิตแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในจังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มจากมูลนิธิข้าวขวัญ เป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวนาปัจจุบันคือชาวนาจะปลูกข้าวกันตลอดทั้งปี ขณะที่คนจังหวัดสุพรรณบุรีนิยมบริโภคข้าวแข็งร่วน มูลนิธิข้าวขวัญจึงได้นำพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาผสมกับพันธุ์ข้าวนาปรัง  ทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่ปลูกแล้วลำต้นเตี้ย อายุปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 110 วัน หลังจากนั้นได้นำพันธุ์ข้าวไปให้เกษตรกรทดลองปลูก โดยเกษตรกรเป็นคนเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมจากพันธุ์ทั้งหมดที่มูลนิธิข้าวขวัญพัฒนาพันธุ์ให้นำไปทดลองปลูก
 ขั้นตอนถัดมาคือโรงสีในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นำข้าวที่เกษตรกรปลูกไปทดลองสีเป็นข้าวสาร พบว่าได้ข้าวคุณภาพดี สามารถผลิตเชิงการค้าได้ ผู้บริโภคในจังหวัดยอมรับว่าเป็นข้าวที่ตรงกับที่ต้องการบริโภคมากที่สุด โดยพันธุ์ข้าวที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในจังหวัดสุพรรณบุรีขณะนี้ประกอบด้วยพันธุ์เหลืองอ่อนลูกผสม 13 พันธุ์ขาวตาเคลือบ 21 และเจ๊กเชยเบา โดยข้าวที่ผลิตจาก 3สาย พันธุ์นี้เมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วจะมีชื่อว่า "ข้าวขวัญสุพรรณ" ซึ่งขณะนี้ได้นำไปจดลิขสิทธิ์กับทางกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว
 โดยพันธุ์ข้าวทั้ง 3 สายพันธุ์ การปลูกจริงในพื้นที่นาของเกษตรกร พบว่าปลูกโดยเตรียมดินปกติ ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมี ได้ผลผลิตสูงถึงไร่ละ 120 ถัง (1,200กิโลกรัมต่อไร่)
 ทั้งนี้จังหวัดสุพรรณบุรี จะเริ่มปลูกข้าวพันธุ์ขาวตาเคลือบ21 เป็นสายพันธุ์แรกเพื่อการค้า ราวปลายเดือนเมษายน ศกนี้ บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ซึ่งจะได้ผลผลิตราว 100 ตัน ใช้เวลาปลูก 110 วัน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะสีเป็นข้าวสารจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในจังหวัดสุพรรณบุรีก่อน ภายใต้ชื่อ "ข้าวขวัญสุพรรณ" สาเหตุที่ยังปลูกน้อย เพราะขณะนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวยังผลิตได้น้อยไม่เพียงพอโดยมูลนิธิข้าวขวัญจะเร่งขยายกำลังผลิตให้เร็วที่สุด
++พ่อค้าซื้อตันละ1.6หมื่นบาท:
 "มนัส ห้วยหงษ์ทอง" นายกสมาคมโรงสีข้าวสุพรรณบุรี และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวถึงขั้นตอนการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี และสมาคมโรงสีข้าวจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ตกลงร่วมกันว่าจะรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ตันละ 15,800 บาท สูงกว่าราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า5% ของรัฐบาลที่รับจำนำตันละ 14,800 บาท หรือรับซื้อสูงกว่าตันละ 1,000 บาท จากเป้าหมายผลิตข้าว 100 ตัน ต้องใช้เงินซื้อข้าว 1.6 ล้านบาท
 งบประมาณรับซื้อข้าวภาคเอกชนซึ่งเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรีและเป็นสมาชิกสมาคมโรงสีข้าวจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงมูลนิธิข้าวขวัญ ได้กระจายหุ้นให้กับสมาชิกแต่ละรายหุ้นละ 16,000 บาท จำนวน 100 หุ้น ซึ่งจะได้เงินมาซื้อข้าวจากเกษตรกร 1.6 ล้านบาท หลังจากนั้นโรงสี ต.ทวีรุ่งเรือง 1ในสมาชิกสมาคมโรงสีข้าวสุพรรณบุรี ซึ่งมีความพร้อมการบรรจุถุงด้วยนั้นจะเป็นผู้รับสีข้าวและบรรจุถุง คาดว่า "ข้าวขวัญสุพรรณ" จะถึงมือผู้บริโภคได้ภายในเดือนสิงหาคม ศกนี้
++ต้นแบบขจัดความจนชาวนา:
 นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ประธานเครือข่ายปฏิรูปเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร กล่าวว่ากระบวนการผลิตข้าวแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในจังหวัดสุพรรณบุรี นับได้ว่าเป็นต้นแบบขจัดความยากจนชาวนาไทยได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคกลางปลูกข้าวแล้วขายทั้งหมด แล้วไปเสียเงินซื้อข้าวสารมาบริโภค ซึ่งผิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทางเครือข่ายปฏิรูปฯจะได้นำรูปแบบของจังหวัดสุพรรณบุรี ไปเสนอเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ โดยจังหวัดที่เห็นว่าควรจะทำลักษณะนี้เช่นนครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท เพราะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ
 "ลักษณะการดำเนินงานเป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในจังหวัด โดยไม่พึ่งพางบประมาณรัฐบาลแต่อย่างใด สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะจังหวัดได้ร่วมกันตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ข้าว การปลูกข้าว สีข้าว และการทำตลาดข้าว ถือเป็นกระบวนการเบ็ดเสร็จของอุตสาหกรรมข้าว และตอบโจทย์ได้ทุกกระบวนการคือได้พันธุ์ข้าวปลูกที่เหมาะสม  โรงสีได้ต้นข้าวที่เหมาะสม ผู้บริโภคได้ข้าวตรงตามที่ต้องการบริโภค ที่สำคัญเลยนั้นสามารถได้ผลผลิตข้าวสูงโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี จึงเป็นการช่วยลดต้นทุนผลิตได้อีกทางหนึ่ง"
 นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพข้าวและชาวนาไทย ซึ่งหลายๆ ฝ่ายได้ใช้พยายามกันมามากหมายหลายวิธี แต่ทั้งคุณภาพข้าวและคุณภาพชาวนาไทยไม่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นชัดเจน รูปแบบของจังหวัดสุพรรณบุรี วันนี้นับได้ว่าเดินมากว่า 80% แล้ว เหลือเพียงการปลูกจริงบนพื้นที่นับร้อยไร่และจำหน่ายเชิงการค้าเท่านั้นอีก 4 เดือน ทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันพิสูจน์ความสำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,731   15-18  เมษายน พ.ศ. 2555

 

Read : 6117 times

jL Poll Module1

คสช.สั่งลดภาษีสรรพสามิตเบนซินเพิ่มดีเซล ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

กระแสราดน้ำแข็งการกุศลฟีเวอร์สุด ท่านเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*