TIFF 2015: ASEAN Smart Living งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดของอาเซียน และเวทีเจรจาการค้าเฟอร์นิเจอร์ระดับโลก

 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย เชิญชวนดีไซเนอร์ ผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ สมัครเข้าร่วมแสดงผลงานในงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2558 ครั้งที่ 19 หรือ TIFF 2015 ณ อาคารเดอะชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ...อ่านต่อ
Homeการตลาดคอลัมน์ การตลาด Marketing ยูนิลีเวอร์เล็งโกย5หมื่นล.ฉลอง 80ปี

ยูนิลีเวอร์เล็งโกย5หมื่นล.ฉลอง 80ปี

พิมพ์

alt"ยูนิลีเวอร์"  แนะผู้ประกอบการหน้าใหม่หันใช้เทคโนโลยีช่วยเสริม หลังตลาดคอนซูเมอร์แข่งดุ สวนกระแสปรับราคาสินค้ารับต้นทุนพุ่ง  ย้ำนโยบายไม่ขึ้นราคาสินค้าเด็ดขาด เน้นบริหารจัดการแบบมืออาชีพ พร้อมงัดแพลตฟอร์มใหม่ "เอนเตอร์เทนเมนต์ มาร์เก็ตติ้ง" ปั้นแบรนด์รอง มั่นใจโกยยอดขายทะลุ 5 หมื่นล้านบาท ฉลอง 80 ปี
            นางวรรณิภา ภักดีบุตร รองประธานกรรมการบริหารด้านการตลาดผลิตภัณ์ความงาม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ทิศทางการทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคจากนี้ไปจะมีความยากมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ เพราะตลาดมีสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก ขณะที่เทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารโลกเข้าสู่ยุคดิจิตอล และโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยแต่ละวันผู้บริโภคคนไทยใช้เวลาอยู่กับโลกออนไลน์เฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นนักการตลาดจะต้องหากิจกรรมเข้าไปสอดแทรกในสื่อออนไลน์ให้ได้
            "เทคโนโลยีการสื่อสารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภค การทำตลาดของสินค้าอุปโภคบริโภคจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ แต่ไม่ต้องปรับวิธีคิดในการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคให้ลึกซึ้ง เพราะการทำตลาดและสร้างแบรนด์ในยุคนี้ยากขึ้น แบรนด์ใหม่ๆเข้ามามากอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องทำให้ผู้บริโภครักและชื่นชอบแบรนด์ของเราให้ได้ เมื่อก่อนการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าไม่ง่าย แต่ปัจจุบันมีช่องทางออนไลน์ ยูทูบเพื่อทำโฆษณาแบรนด์สินค้าที่ชอบสู่สายตาผู้บริโภคได้ และการจดจำแบรนด์นั้นทำได้ยาก เพราะผู้บริโภคมีการอ่านข้อความนับหมื่นประโยคต่อวันผ่านทางมือถือ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว ต่างจากในอดีตที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้เฉพาะช่องทางสื่อสิ่งพิมพ์  วิทยุและโทรทัศน์เท่านั้น" 
            ด้านต้นทุนสินค้าที่มีการปรับเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา บริษัทยังยืนยันว่าจะไม่ปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด  แม้ต้นทุนในการผลิตสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน วัตถุดิบ โดยเน้นบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพในแต่ละส่วน ทั้งลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตสินค้า การลดปริมาณการใช้วัตถุดิบเช่นบรรจุภัณฑ์กระดาษให้บางลงโดยไม่ให้กระทบคุณภาพของสินค้า  การปรับระบบการขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) ให้เกิดความคุ้มค่าในการขนส่งสินค้าไปยังคู่ค้า เป็นต้น 
            สำหรับในปีนี้ที่ยูนิลีเวอร์ดำเนินธุรกิจในเมืองไทยครบรอบ 80 ปี บริษัทมีแผนจะจัดกิจกรรมทางการตลาดและเปิดแคมเปญใหญ่จำนวนมาก เพื่อผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 5 หมื่นล้านบาท  โดยหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดขึ้น คือการใช้แพลตฟอร์มเอนเตอร์เทนเมนต์ มาร์เก็ตติ้ง เข้ามาเป็นการต่อยอดและสร้างประโยชน์ให้กับแบรนด์สินค้า  ซึ่งในปีนี้บริษัทจะใช้รายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ เข้ามาสร้างแบรนด์เรโซนา  ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น แตกต่างจากครั้งก่อน ที่ใช้แบรนด์ซันซิล และเรโซนา 
            "ปีนี้เราใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ในการทำตลาดแบรนด์เรโซนาผ่านรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ เพราะเห็นว่าบุคลิกของแบรนด์มีความสอดคล้องและอินทิเกรตเข้ากับรายการได้ และมีเป้าหมายจะสร้างการรับรู้แบรนด์เรโซนาให้เพิ่มขึ้นในตลาดด้วย จากปัจจุบันที่การรับรู้แบรนด์ของผู้บริโภคทั่วประเทศยังอยู่ระดับ 50% เท่านั้น"  
            อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ยูนิลิเวอร์ ตัดสินใจลดสปอนเซอร์เหลือรายเดียวคือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากซีซันแรกของรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ที่พบว่าผลิตภัณฑ์ซันซิลมีการรับรู้ไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นแบรนด์ใหญ่ที่อยู่ในตลาดและมีผู้บริโภครับรู้แล้ว 100% ขณะที่เรโซนายังเป็นแบรนด์ที่มีการรับรู้ต่ำ ทำให้อัตราการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้นถึง 20% 
            "เรโซนาในประเทศไทยยังเป็นเบอร์ 2 รองจากนีเวีย และการรับรู้แบรนด์ของเรโซนายังน้อย เนื่องจากเรารุกตลาดช้าทั้งที่อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยบริษัทได้รุกทำตลาดอย่างจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนการทำรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์เป็นแพลตฟอร์มที่ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกใช้ในการสร้างให้ผู้บริโภคเห็นแบรนด์มากขึ้น รับรู้มากขึ้นและรู้สึกดีต่อแบรนด์" นางวรรณิภา กล่าวและว่า
            ภาพรวมตลาดระงับกลิ่นกายยังมีการเติบโตต่อเนื่อง ไตรมาสแรกขยายตัวถึง 10%  เทียบกับปีก่อนที่เติบโตราว 6% และมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท ขณะที่อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำประมาณ 45% และสอดคล้องกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียด้วย ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรป สหรัฐฯอัตราการใช้สูงถึง 70-80%  การที่อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายยังต่ำเกิดจากตลาดสื่อสารในมุมของสกินแคร์ คือให้ผิวขาวเรียบเนียน โดยไม่ได้มุ่งสร้างตลาดว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยระงับกลิ่นกาย
            "ผู้บริโภคคนไทยถูกสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายว่าเป็นสกินแคร์มากกว่าที่จะพูดถึงฟังก์ชันนัล ตลาดไม่ได้ชูจุดขายในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก การจะตอบสนองผู้บริโภคให้ชัดเกี่ยวกับสินค้ากลุ่มนี้จึงต้องให้ความรู้มากขึ้น เช่นเดียวกันการใช้ยาสีฟันคือเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้ขาวสะอาด ป้องกันฟันผุ หากผู้บริโภครับรู้ถึงฟังก์ชันนัลของสินค้าก็จะช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโตเร็วขึ้น เพราะเป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,740  17-19  พฤษภาคม พ.ศ. 2555

 

Read : 6238 times

jL Poll Module1

สิ้นปีนี้ท่านคาดหวังเรื่องเงินโบนัสอย่างไร



 

Poll (2)

ครม.เห็นชอบเสนอร่างกม.ภาษีรับมรดกคาดมีผลกลางปีหน้า ท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*