Homeฐ.Bloggerวิชัย สุวรรณบรรณ ยักษ์ธุรกิจ AEC :'แบงก์เซ็นทรัลเอเชีย'

ยักษ์ธุรกิจ AEC :'แบงก์เซ็นทรัลเอเชีย'

พิมพ์

altแบงก์เซ็นทรัลเอเชีย (BCA) ไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย แต่เจ้าของเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


 แบงก์บีซีเอ ในทำเนียบ 2,000 บริษัทระดับโลกของฟอร์บส์ ประจำปี 2012 อยู่ลำดับที่ 700 มียอดขาย 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 96,100 ล้านบาท) กำไร 900 ล้านดอลลาร์ สินทรัพย์ 35,900 ล้านดอลลาร์ และมูลค่าตลาดอยู่ที่ 21,100 ล้านดอลลาร์
 ธนาคารของอินโดนีเซียแห่งนี้ได้รับการยอมรับกันว่ามีการบริหารงานระดับโลก ใช้เวลาเพียง 2 ปีไต่อันดับขึ้นชั้นของฟอร์บส์ตั้งเกือบ 100 อันดับโดยในปี ค.ศ. 2010 อยู่อันดับที่ 796
 บีซีเอ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) ในชื่อว่าแบงก์เซ็นทรัลเอเชีย เอ็นวี เคยอยู่ในกำมือนายลิม ซิวเหลียง อดีตมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของอินโดนีเซีย นักธุรกิจคนสนิทของนายพลซูฮาร์โต อดีตเผด็จการเมืองอิเหนา เมื่อซูฮาร์โตสิ้นอำนาจลงในปี 2541 นายลิมหลบไปอยู่สิงคโปร์ตั้งแต่นั้น และเสียชีวิตแล้วในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาด้วยวัย 97 ปี
alt จุดพลิกผันที่สำคัญของแบงก์บีซีเอ เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินต้มยำกุ้งในปี 2540 วิกฤติที่แผ่ซ่านจากประเทศไทยเข้าสู่เพื่อนบ้าน ทำให้ธนาคารทั้งระบบของอินโดนีเซียปั่นป่วน เกิดวิกฤติศรัทธา ประชาชนแห่ถอนเงินจากแบงก์บีซีเอ รัฐบาลอิเหนาในตอนนั้นต้องให้ อินโดนีเซียน แบงก์ รีสตรัคเจอริ่ง เอเยนซี่ (บีพีพีเอ็น) ที่ทำงานคล้ายกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของไทย เข้าเทกโอเวอร์บีซีเอ กลายเป็นธนาคารของรัฐในปี 2541
 บีพีพีเอ็นประสบความสำเร็จสามารถหยุดยั้งความตื่นตระหนกของคนฝากเงินได้ ภายในสิ้นปี 2541 ธนาคารบีซีเอก็ฟื้น มีฐานะทางการเงินเหมือนกับตอนก่อนเกิดวิกฤติ แต่บีพีพีเอ็นไม่รีบร้อนขายหุ้นบีซีเอ ออกมา เริ่มขายครั้งแรก 22.55 % ในปี 2543 พร้อมกับเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน และขายอีกครั้งจำนวน 10 % ในปี 2544
 ในปี 2545 แบงก์บีซีเอ ก็กลับมาเป็นของเอกชนอีกครั้ง เมื่อบีพีพีเอ็นขายหุ้น 51 % ให้แก่นักลงทุนเฉพาะกลุ่ม เปิดช่องให้มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศ เข้ามาเป็นเจ้าของธนาคารแห่งนี้ และทำให้กลายเป็นธนาคารเอกชนอันดับ 1 ของประเทศในเวลาต่อมา
 คนที่เข้ามาเป็นเจ้าของแบงก์บีซีเอ คือสองพี่น้องตระกูลฮาร์โตโน นายโรเบิร์ต บีดี และไมเคิล บัมบัง ฮาร์โตโน นิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับพี่น้องสองคนนี้เป็นคนรวยที่สุดในประเทศอินโดนีเซียติดต่อกันหลายปี บีดีปัจจุบันอายุ 69 ปี บัมบัง 71 ปี เมื่อรวมกันมีสินทรัพย์ ตามการประเมินของฟอร์บส์ อยู่ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 341,000 ล้านบาท)
 สองพี่น้องตระกูลฮาร์โตโน เดิมร่ำรวยจากมรดกของพ่อ คือบริษัท Djarum ผู้ผลิตบุหรี่กานพลูที่เรียกกันว่าบุหรี่หอม ต่อมาเมื่อได้เป็นเจ้าของแบงก์บีซีเอ สองพี่น้องก็ยกระดับความรวยพรวดพราดขึ้นไปพร้อมกับราคาหุ้นของแบงก์ที่ทะยานขึ้นจากการขยายตัวของกิจการธนาคาร
 นอกจากธุรกิจบุหรี่และแบงก์บีซีเอแล้ว สองพี่น้องฮาร์โตโน ยังร่วมกับญาติเป็นเจ้าของโรงงานและ สวนปาล์มน้ำมันเนื้อที่กว่า 65,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 400,000 ไร่) ในเขตกาลิมันตันตะวันตก อีกทั้งยังเปิดบริษัทโกลเบิล ดิจิตัล พรีม่า เวนเจอร์ฯ เป็นหัวหอกเข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและเป็นเจ้าของเว็บไซต์ Kaskus และ Blibli และเป็นเจ้าของคอมเพล็กซ์อาคาร แกรนด์อินโดนีเซียกลางกรุงจาการ์ตา
 คอมเพล็กซ์แกรนด์อินโดนีเซียประกอบด้วย แกรนด์อินโดนีเซียช็อปปิ้งทาวน์พื้นที่ 130,000 ตารางเมตร อาคารโฮเต็ลอินโดนีเซียเคมปินสกี้สูง 57 ชั้นและอาคารสำนักงานเมเนร่า บีซีเอซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ธนาคารบีซีเอ ซึ่งสูง 57 ชั้นเช่นกัน โครงการนี้บริษัท Djarum ลงทุนไป 242 ล้านดอลลาร์ สร้างหมู่อาคารบนที่เช่าระยะ 30 ปี
 ผู้บริหารธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและออนไลน์ ของตระกูลคือนายมาร์ติน บาซูกิ ฮาร์โตโน ทายาทหนุ่มรุ่นที่สามของตระกูล ลูกของนายโรเบิร์ต บีดี ฮาร์โตโน
 แบงก์บีซีเอ พยายามขยายตัวออกจากอินโดนีเซีย เพื่อรับกับกระแสเออีซี แต่บางก้าวย่างก็ประสบปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวเข้าประเทศมาเลเซีย
 แบงก์เซ็นทรัลเอเชีย เคยเข้าไปเปิดกิจการในประเทศมาเลเซียแต่ต้องปิดกิจการและถอนตัวออกมา โดยผู้บริหารของธนาคารระบุว่ากฎระเบียบของประเทศมาเลเซียทำให้การทำกิจการของธนาคารต่างชาติทำกำไรยาก มีทั้งกฎให้วางเงินทุนจำนวน 98 ล้านดอลลาร์ สำหรับการเปิดสำนักงานสาขาแต่ละแห่ง การจำกัดจำนวนสาขาในเขตเมืองและให้สร้างเครือข่ายเอทีเอ็มของตัวเอง ไม่ให้พ่วงกับเครือข่ายเอทีเอ็มท้องถิ่นซึ่งเป็นการกดดันให้มีต้นทุนสูงทั้งสิ้น
 สำหรับประเทศไทยแล้ว แบงก์บีซีเอ สานสัมพันธ์กับทั้งธนาคารไทยพาณิชย์และกสิกรไทย ความคืบหน้าของแบงก์บีซีเอ ในประเทศไทยล่าสุดคือการลงนามร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เพื่อผนึกการให้บริการทางการเงิน การค้า และการลงทุนแก่ลูกค้าของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งยังมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนพนักงานกันด้วย
 นี่คือ ยักษ์ธุรกิจเออีซี  จากแดนอิเหนาที่มีคนรวยที่สุดในประเทศเป็นเจ้าของ อนาคตต้องจับดูลูกหลานรุ่นสามของตระกูลนี้ให้ดี

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,758   19-21  กรกฎาคม  พ.ศ. 2555

 

Read : 3085 times

jL Poll Module1

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำเป็นต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินหรือไม่


 

Poll (2)

การพูดของนายกฯเพื่อรายงานผลงานต่างๆ ท่านมีความเห็นอย่างไร
 

*