งาน แสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในระดับสากล

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 สองงานใหญ่ระดับโลกที่จัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ...อ่านต่อ
Homeลงทุน-อุตฯลงทุน-อุตสาหกรรม ผอ.กองทุนอ้อยฯย้ำปีหน้าราคาน้ำตาล

ผอ.กองทุนอ้อยฯย้ำปีหน้าราคาน้ำตาล

พิมพ์

วีระศักดิ์ ขวัญเมืองวีระศักดิ์ ขวัญเมืองสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.)ตั้งขึ้นมาเพื่อมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 3 ประการ คือ1.เพื่อศึกษา-วิจัยและพัฒนาส่งเสริมการผลิต การใช้และการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาล

2.รักษาเสถียรภาพราคาน้ำตาลในประเทศ 3.รักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมของประเทศ ซึ่งขณะนี้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลถือว่ามีบทบาททางการค้าการส่งออกมาก โดยไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล
    ล่าสุด "ฐานเศรษฐกิจ"สัมภาษณ์ วีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.)ถึงการรับมือกับการแข่งขันในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)รวมถึงสถานะหนี้ของกท.ในปัจจุบัน
    ผู้อำนวยกท.กล่าวว่าในช่วง10 ปีที่ผ่านมาเกิดความไม่สมดุลขึ้นระหว่างต้นทุนกับรายได้ของอุตสาหกรรมนี้ จึงเป็นปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะราคาอ้อยขั้นต้นที่ไม่คุ้มกับต้นทุนผลิต ทำให้ต้องไปกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เพื่อมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยให้สามารถประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้ เพราะเป็นต้นน้ำ  
     "ตอนนี้ราคาอ้อยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาดีขึ้นราคาทะลุ 1,000 บาท/ตันอ้อย โดยกองทุนอ้อยฯมีส่วนเข้าไปสนับสนุนราคาอ้อยปี 2553/2554 จำนวนตันละ105 บาท หลังจากที่คำนวณราคาขั้นต้นแล้ว" 
+++เปิดตลาดเออีซีรับมือแค่ไหน
               เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบเพื่อให้แข่งขันได้  ซึ่งก่อนหน้านี้กท.ได้จ้างทีดีอาร์ไอทำการศึกษาปรับโครงสร้างดังกล่าว โดยประเด็นที่ออกมาชัดเจนคือระบบราคาน้ำตาลในประเทศ จะควบคุมไม่ได้  จะต้องปล่อยลอยตัวตามราคาตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่อยากให้มีการทบทวนการเปิดลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศในปี2556 เพื่อเตรียมการแข่งขันในตลาดเออีซี บวกกับไทยมีข้อได้เปรียบเพราะเป็นเบอร์ 1 ด้านการส่งออกในแถบนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในด้านที่ตั้ง  เพราะถ้าซื้อน้ำตาลจากบราซิลและออสเตรเลียก็ต้องแบกภาระด้านค่าขนส่งสูงมากเพราะอยู่ไกลจากลูกค้าสำคัญอย่างจีน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ที่บริโภคน้ำตาลต่อปีสูงมาก
               "ในปี 2556 คาดว่าถ้าราคาน้ำตาลลอยตัวได้ ราคาขายปลีกน้ำตาลในประเทศจะยังอยู่ที่ 23.50 บาท/กิโลกรัม แต่ถ้ามองในอนาคตมีประชากรโลกเพิ่มขึ้น เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารจะไม่เพียงพอต่อประชากรโลก เนื่องจากแต่ละปียังมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติในขณะที่ความต้องการอาหารซึ่งรวมถึงน้ำตาลด้วยเพิ่มสูงขึ้นทำให้ราคาน้ำตาลอาจจะต้องปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต"
+++นโยบายลอยตัวราคาน้ำตาล
               สำหรับนโยบายลอยตัวน้ำตาลล่าสุดเรื่องอยู่ที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)เพื่อเสนอให้ครม.กำหนดเป็นนโยบาย เพราะถ้าปล่อยให้ราคาน้ำตาลยังเป็น 2 ตลาดคือตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งมีราคาต่างกันอยู่แบบนี้อีกต่อไปไม่ได้  และถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงก็จะทำให้มีการแห่ส่งออกน้ำตาลไปนอกประเทศ จะทำให้ผู้บริโภคน้ำตาลในประเทศได้รับผลกระทบได้ และตามกรอบเออีซีน้ำตาลโควตาก.ก็จะถูกส่งออกได้ด้วย จึงต้องปล่อยให้ราคาน้ำตาลลอยตัว
 +++กองทุนอ้อยฯมีรายได้จาก
    สำหรับกท.ปัจจุบันจะมีรายได้มาจาก 1.อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลซึ่งรวมรายได้จากการขายในประเทศและส่งออก เพื่อมาใช้ในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวจากที่ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 0.5% ของรายได้รวมทั้งระบบเป็นเงินประมาณ 300 ล้านบาท/ปี 2.รายได้จากเงินค่าน้ำตาล 5 บาท/กิโลกรัม  ที่เป็นผลต่อเนื่องหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 ให้ปรับราคาน้ำตาลทรายขึ้นอีก 5 บาท/ กิโลกรัม ทำให้ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกขยับขึ้นไปอยู่ระหว่าง 21-22 บาท/กิโลกรัม โดยมีผลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม  2551 จนถึงปัจจุบัน ทำให้กองทุนมีรายได้เข้ามาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท/ปี โดยกท.มีความจำเป็นต้องมีเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล 3-5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่อุตสาหกรรมดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้น จากปัจจุบันปี 2554/2555 จะมีปริมาณอ้อยทั่วประเทศ 97.98 ล้านตันอ้อย ที่ขณะนี้ปิดหีบไปหมดแล้ว และในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเปิดหีบใหม่
     "ปริมาณอ้อยมีแนวโน้มทะลุ 100 ล้านตันอ้อย หลังจากที่มีการขยายตัวในการตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่เกิดขึ้นจากที่เดิมมี 46 โรงงานปีนี้ จะเพิ่มขึ้นอีก 5 โรงงาน รวมแล้วจะมีโรงงานน้ำตาลในปี 2555/2556 ทั้งสิ้น 51 โรงงาน ก็จะทำให้ปริมาณอ้อยในอนาคตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมองสถานการณ์ภัยธรรมชาติปีหน้าด้วย เพราะถ้าต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งแนวโน้มปริมาณอ้อยจะต่ำกว่าปี 2554/2555"
+++ความคืบหน้าการบริหารหนี้
    " เรามีหนี้อยู่  2 ส่วน  ส่วนแรกมีหนี้ที่ค้างโรงงานอยู่ 760 ล้านบาท (จากเดิมหนี้ส่วนนี้จะมีทั้งสิ้น 2,984 ล้านบาท) เพราะปี 2549/2550 ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น ทำให้กท.ต้องเข้าไปจ่ายชดเชยให้โรงงานน้ำตาลตามกฎหมาย โดยนำเงินมาจากการเก็บค่ารักษาเสถียรภาพอ้อยและน้ำตาลมาจ่ายให้ โดยภาระหนี้ดังกล่าวจะชำระหมดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้"
    ส่วนหนี้ก้อนที่ 2 จะเป็นเงินกู้จากธกส. จำนวน 154 บาท/ตันอ้อยหรือเป็นเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยกท.จะนำรายได้ที่ได้รับทยอยไปชำระหนี้เป็นรายเดือนทำให้เหลือเงิน 3,500 ล้านบาท  ที่จะชำระหมดภายในเดือนมกราคม 2556นี้
    สำหรับปี 2555/2556 กท.จะต้องดูกลไกตลาดว่าเป็นอย่างไรโดยเฉพาะโควตาส่งออกและการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมองว่าอีก 3 ปี การเปิดเออีซี  เราจะแข่งขันได้จะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งในเชิงปริมาณคือจะต้องทำให้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ส่วนในเชิงคุณภาพอ้อยจะต้องมีค่าความหวานมากขึ้นจากที่ปัจจุบันค่าความหวานอยู่ที่ 11.5 ซีซีเอส ซึ่งค่าความหวานควรจะสูงกว่านี้
    ขณะที่คู่แข่งอย่างบราซิล และออสเตรเลีย มีค่าความหวานอยู่ที่12-13 ซีซีเอส 
+++ปัจจุบันอุตฯอ้อยยังมีปัญหา
     ขณะนี้ ยังมีปัญหาที่กระทบต่อประสิทธิภาพของอ้อย  เริ่มตั้งแต่ปัญหาในระบบการขนส่งอ้อยและการบริหารจัดการอ้อยเข้าโรงงานที่ยังล่าช้า เพราะเวลานี้คนงานก็อยากตัดอ้อยจำนวนมาก ในขณะที่รถขนส่งก็อยากได้เที่ยววิ่งหลายเที่ยวจึงแห่ไปรอกันทำให้การจราจรติดขัด ล่าช้า ตรงนี้กลายเป็นว่าทำให้ผลผลิตอ้อยมีคุณภาพลดลง เพราะอ้อยจะต้องมาค้างอยู่ที่ลานหน้าโรงงานแต่ละแห่ง3-5วัน
    "ถ้าจะให้อ้อยมีคุณภาพดีเมื่อรถมาถึงโรงงานก็ควรป้อนอ้อยเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันที รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน  และปัญหาในระบบบริหารของรัฐในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ล้าสมัยมาก เช่น การขออนุญาตผลิตน้ำตาลทรายหรือการขออนุญาตส่งออกควรเป็นไปตามหลักวัน สต็อป เซอร์วิส" 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,781 วันที่  7-10  ตุลาคม  พ.ศ. 2555

 

Read : 5283 times

jL Poll Module1

คสช.สั่งลดภาษีสรรพสามิตเบนซินเพิ่มดีเซล ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

กระแสราดน้ำแข็งการกุศลฟีเวอร์สุด ท่านเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*