Homeการเงินการเงิน Financial จับตาเศรษฐกิจไทยหลังศึกชิงทำเนียบขาว

จับตาเศรษฐกิจไทยหลังศึกชิงทำเนียบขาว

พิมพ์

altทันทีที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สมัยที่ 2 ต่ออีก 4 ปี ของนายบารัก โอบามา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555  ผู้นำสหรัฐฯก็มีกำหนดการเยือนประเทศในอาเซียน

โดยจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤศจิกายน นี้   
    "ฐานเศรษฐกิจ" จึงได้สัมมนาขึ้นในหัวข้อ "จับตาเศรษฐกิจไทย หลังศึกชิงทำเนียบขาว " เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ระดมกูรูอาทิ รองศาสตราจารย์ (รศ.) ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เจ้าหน้าที่บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) , ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ เศรษฐกรชำนาญการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ,นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน
* แนะรัฐถ่วงดุลอำนาจ สหรัฐฯ – จีน ให้เหมาะสม
     รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร    กล่าวว่าทันทีที่โอบามา ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยที่ 2 และมีกำหนดการเยือนประเทศในอาเซียน  เป็นสัญญาณบอกว่าผู้นำสหรัฐฯต้องการที่ใช้อาเซียนเป็นตัวถ่วงดุลกับประเทศมหาอำนาจอย่างจีน  โดยการดึงพันธมิตรประเทศในอาเซียนเป็นพวกและพยายามคุมทิศทางของอาเซียน เพราะอเมริกาเห็นว่าอาเซียนใกล้ชิดจีนมากเกินไป   จึงกดดันในหลายเรื่อง ทั้งเป็นการลดภาระของสหรัฐฯ การกำหนดกรอบความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ที่จะมีการขยายผลมากขึ้น   เช่น  เรื่องแรงงานเด็ก  การค้ามนุษย์  ปัญหาสิทธิมนุษยชน เนื่องจากประเทศไทยยังมีความอ่อนแอในทางยุทธศาสตร์ ไม่สนใจที่จะนำอาเซียน ทั้งๆที่มีศักยภาพที่พอจะทำได้มากกว่าหลายประเทศ
     "การมาของผู้นำสหรัฐฯ ยังหาคำตอบไม่ชัดว่าประเทศไทย จะได้ประโยชน์อะไรจากสหรัฐฯ   ขณะที่สหรัฐฯที่แน่ ๆ คือได้กรอบความร่วมมือในเรื่องการต่อต้านการแพร่กระจายของอาวุธที่มีอำนาจในการทำลายร้ายแรง (PSI )   และได้ ทรานส์แปซิฟิกพาร์ตเนอร์ชิพ หรือ ทีพีพี   นอกจากนั้นยังเสมือนเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนซึ่งเป็นมิตรประเทศของไทยว่า ขณะนี้ไทยปรับตำแหน่งเข้าหาสหรัฐฯบ้างแล้ว  จึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องระวังให้มาก เพราะหลังประธานาธิบดีโอบามา เดินทางมา , ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน นายเหวิน เจีย เป่า ก็มีกำหนดจะเยือนไทย ( 20-21 พฤศจิกายน) เราก็ต้องตอบจีนอีกว่าเราให้อะไรกับจีน
    รศ.ดร.ปณิธาน ยังกล่าวถึงกรณีการขอใช้สนามบินอู่ตะเภาขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ  หรือ นาซ่า ว่าเรื่องนี้ยังมีความทรงจำเดิมที่ไม่ดีนัก ทำให้หลายประเทศ เกิดความหวาดระแวงอเมริกา โดยเฉพาะกับจีน  เวียดนาม พม่า  ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องจัดตั้งระบบความร่วมมือมากขึ้น มีการทำงานร่วมกันให้ชัดเจนโดยไม่ปล่อยให้สหรัฐฯดำเนินการฝ่ายเดียว  รวมถึงการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศของไทย  ควรเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ใช่รับไว้ก่อน  หรือเอาตัวรอดเฉพาะหน้า เพราะการทำประเทศให้ถูกลากไปลากมาเป็นอันตรายมาก  จะเป็นผลเสียต่อประเทศมากกว่าได้    
*จี้รบ.ไทยเร่งแก้ต่างข้อกล่าวหาของสหรัฐ ฯ

     ในมุมผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ  นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การที่โอบามา เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ทำให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่องทั้งในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ  และเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ  ประกอบกับการทำงานระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯกับทางโอบามาที่ผ่านมาก็เข้าขากันมาตลอด มาตรการคิวอี3  ยังเดินหน้าต่อ ซึ่งจะเป็นผลดีทำให้อัตราการว่างงานลดลง แม้จะไม่เห็นผลชัดในทันที ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจโลกคาดจะไม่เลวร้ายไปกว่าปีนี้  ซึ่งส่งผลดีต่อภาคส่งออกไทย  โดยปีนี้คาดว่าการค้าไทย-สหรัฐฯ คาดอยู่ราว 21,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี 
    นายธนิต ยังกล่าวถึงโอกาสที่โอบามา จะมาเยือนอาเซียน รวมถึงประเทศไทย (  18 พฤศจิกายน )  เป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯและไทยจะเดินหน้าไปด้วยกัน   ดังนั้นจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลไทยจะต้องเร่งหารือ ในประเด็นที่สหรัฐฯกล่าวหาไทย ทั้งในเรื่องการใช้แรงงานต่างด้าว ใช้แรงงานเด็ก  โดยจะยกระดับเข้มงวดกับไทยเป็นระดับTier 3 ในเดือนมกราคมปี 2556  ซึ่งจะทำให้สินค้าหลายรายการที่ไทยส่งออกไปอเมริกาไม่ได้   
     ส่วนเรื่องการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(TPP)กับอเมริกา ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่มาคุยกันในระยะสั้นๆ แบบนี้  แต่ไทยควรจะเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอในกรอบอาเซียน และอเมริกา-อาเซียนที่ควรจะเดินหน้าไปก่อน  เพราะระยะยาวจะเสียเปรียบเนื่องจากประเทศคู่แข่งไทยในอาเซียน  อย่าง เวียดนาม มาเลเซียที่เข้าไปอยู่ใน TPP  แล้ว ที่จะตามมาคืออินโดนีเซีย  เกาหลี ขณะที่เรายังไม่ได้เข้าไปอยู่ในTPP ไทยก็จะเสียภาษีสูง 
alt*คาดพลังงานอนาคตถูกลง หลังสหรัฐฯส่งออก   
      นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ภาพรวมพลังงานโลกจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากนโยบายผู้นำสหรัฐฯมีความชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องการลดการใช้และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมากขึ้น ตนมองว่า 5-10 ปีจากนี้  ด้วยนโยบายสหรัฐฯ ที่ประกาศลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน  จากปัจจุบันสหรัฐฯนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    ประกอบกับการที่สหรัฐฯ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีจนพบเชลล์แก๊สและเชลล์ออยล์ในปริมาณมาก โดยคาดว่าจะมีปริมาณสำรองได้ถึง 200 ปี  รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯจะกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน แต่ปัจจุบันยังติดกฎหมายที่ห้ามสหรัฐฯส่งออกพลังงาน ซึ่งหากสหรัฐฯแก้กฎหมายดังกล่าวได้ เชื่อว่าจะทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลก 10 ปีข้างหน้า จะถูกลง เพราะสหรัฐฯมีแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ขณะที่จีนและออสเตรเลียก็มีแหล่งพลังงานเช่นกัน  โลกต่อไปจะไม่ขาดแคลนพลังงาน ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์กับไทยด้วย
 *ผลกระทบ 3 ทางเลือก  Fiscal Cliff   
    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ   กล่าวว่ามองไปข้างหน้าจากนโยบายการเงินสหรัฐอเมริกา  จากรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ในรอบเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยังคงเดินหน้ามาตรการคิวอี 3(Quantitative Easing : QE3 ) อย่างต่อเนื่อง แม้ว่า  Operation Twist  จะหมดอายุลงสิ้นปีนี้ก็ตาม  ส่วนประเด็นเรื่องหน้าผาทางการคลัง(Fiscal Cliff)สศค. แบ่งเป็น 3 กรณี  คือ กรณีแรก  ไม่ต่ออายุมาตรการใดๆ และตัดลดงบรายจ่ายทันที  หากมองทางบวกจะทำให้ สหรัฐฯ ลดขาดดุลงบประมาณ ไปได้ถึง 3.3% ของจีดีพี จากเดิมขาดดุลงบประมาณที่ 7.3%  ทำให้งบประมาณขาดดุลเหลือที่ 4.3%  และในอีก 10 ปีข้างหน้าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะลดเหลือ 58% จากปัจจุบันมีอยู่กว่า 70%    แต่ผลในทางลบ จะเกิดผลกระทบค่อนข้างรุนแรง  โดยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาหน่วยงานในสหรัฐฯ ประเมินเศรษฐกิจของสหรัฐฯในไตรมาส 4 ปีหน้าจะหดตัว -0.5% เมื่อเทียบจากไตรมาส 4 ปีนี้  และประมาณการทั้งปีอยู่ที่ -0.3%  ซึ่งจะทำให้อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นอยู่ที่ระดับ 9.1% ของกำลังแรงงานรวม  จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.9%
    กรณีที่สอง  สศค. มองว่า เป็นกรณีที่ดูว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด คือมีการต่ออายุบางรายการ ไม่ต่ออายุบางรายการ  เริ่มตัดลดงบประมาณรายจ่ายบางรายการอย่างค่อยเป็นค่อยไป  เช่น งบในส่วนทางการทหารแบบค่อยเป็นค่อยไป                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     ด้านภาษีนั้น สำหรับผู้มีเงินเดือนจะถูกปรับภาษีส่วนเพิ่มอีก 2% ปรับระบบภาษีทางเลือกใหม่(AMT) ภาษีมรดก  ภาษีคู่สมรส   มาตรการภาษีจากเงินปันผลเพื่อนำเงินไปชดเชยงบประมาณด้านสุขภาพ เป็นต้น    "แนวทางที่ 2 จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯปีหน้าจะขยายตัวได้ดีถึง 2.2% ขณะที่สิ้นปีอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 8% ใกล้เคียงระดับปัจจุบัน  แต่จะทำให้ระดับหนี้ของสหรัฐฯพุ่งสูงมากในอีก 10 ปีข้างหน้าในระดับกว่า 90% ของจีดีพี"
alt    ส่วนกรณีที่ 3 คือ ต่อทุกมาตรการทุกรายการ ไม่มีการตัดลดงบรายจ่าย  เชื่อว่า จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง  แต่ระดับหนี้สาธารณะจะพุ่งขึ้นสูงจนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจต้องปรับลดเครดิตของพันธบัตรสหรัฐฯ ทันที
     "โดยส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นหน้าผาทางการคลังของสหรัฐอเมริกา( Fiscal Cliff) น่าจะผ่านไปได้ โดยเลือกทางสายกลาง  ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทางที่ดีเราต้องหาทางคุ้มกันตัวเอง จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน  เน้นการเปิดตลาดไปยังกลุ่มประเทศใหม่ๆ และใช้โอกาสของเออีซีทำให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางฐานการผลิตและเป็นที่อยู่อุปสงค์คือ ผลิตและใช้กันเอง เกาะกลุ่มในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกและยูโร 
*เงินบาทมีโอกาสอ่อน
                สอดคล้องกับ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี  กล่าวว่า ปัญหาหน้าผาทางการคลังของสหรัฐอเมริกา  (Fiscal Cliff) น่าจะเป็นความเสี่ยงสุดท้ายที่ถูกจับตาในปีนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการลดหย่อนภาษีมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะหมดอายุลงในวันที่ 2 มกราคม 2556 ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้ทั่วไปสำหรับคู่สมรสให้น้อยลง มาตรการยกเลิกภาษีมรดก และมาตรการผ่อนปรนภาษี 2% ที่เก็บจากรายได้ของผู้ที่มีเงินเดือน (Payroll tax cut ) ขณะเดียวกันรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปรับลดค่าใช้จ่ายตามแผน 10 ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบทางการทหาร งบการดูแลสาธารณะที่สูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯสะดุดลง
     ทั้งนี้ ในการประชุมหารือรอบแรกของสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน  โอบามา  แสดงจุดยืนที่ต้องการเรียกเก็บภาษีคนรวยเพิ่มขึ้นมากสุดระดับ 2% และเรียกเก็บภาษีในอัตรา 39.7-40% จากเดิมที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วมีการปรับลดให้อยู่ในอัตรา 35% ซึ่งประเด็นนี้ทางพรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วย และเสนอทางออกคือไม่ต้องมีการปรับขึ้นภาษีเลยแต่ควรปรับช่องโหว่ในเรื่องของภาษีที่ไม่มีความจำเป็น
     "เชื่อว่าในท้ายสุดสภาคองเกรส คงต้องให้มีการปรับลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของภาครัฐด้านใดด้านหนึ่ง  โดยเลือกแนวทางที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด ส่วนมาตรการคิวอี3 น่าจะทำให้สถานการณ์ในสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นระดับหนึ่ง ส่วนผลกระทบจากปริมาณเงินที่ไหลเข้าเอเชียและไทย คาดว่าจะไม่มากเหมือนกรณีคิวอี1และ 2
    ดังนั้น ผลกระทบต่อค่าเงินบาทปีหน้า น่าจะอ่อนค่าลงได้ในระดับ 30.5-31.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปีนี้ที่อยู่ระดับ   30.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่น่าจะแข็งค่าขึ้นกว่าระดับปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 30.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ไฮไลต์จากวงเสวนา
ผลด้านการเมือง&การต่างประเทศ
1.สหรัฐฯจะยกระดับความสัมพันธ์กับไทยในวาระ สัมพันธ์ยืนยาว 180 ปี
2.ตอกย้ำให้จีนตระหนักว่าสหรัฐฯไม่ทิ้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
3.ไทยไม่มียุทธศาสตร์จะตามการเปลี่ยนแปลงการเมืองโลกไม่ทัน
4.อย่าคาดหวังจากโอบามามากนัก
ผลทางด้านเศรษฐกิจ
5.ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัว
6.เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนตัวลง
7.ส่งออกไปสหรัฐฯปีหน้าไม่แตกต่างจากปีนี้
8.สหรัฐฯจะเลือกสายกลางออกจากภาวะ หน้าผาการคลัง
9.ไม่ควรเร่งเจรจา หุ้นส่วน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,793 วันที่  18-21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

 

Read : 6849 times

jL Poll Module1

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำเป็นต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินหรือไม่


 

Poll (2)

การพูดของนายกฯเพื่อรายงานผลงานต่างๆ ท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*