Homeลงทุน-อุตฯลงทุน-อุตสาหกรรม เล็งขยายหม้อแปลงไฟฟ้า15%

เล็งขยายหม้อแปลงไฟฟ้า15%

พิมพ์

"เอกรัฐวิศวกรรม" รุกหนักตลาดอาเซียน บี้เจรจาลูกค้าเกือบทุกประเทศ หวังขยายรายได้หม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 15%  "ดนุชา" เผยปีนี้เศรษฐกิจขยายตัว หนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม มั่นใจรายได้โต 10% จากปีก่อน ลุ้นนโยบายส่งเสริมโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านจากภาครัฐ คาดชัดเจนภายใน 1-2 เดือนนี้

alt    นายดนุชา น้อยใจบุญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปี 2555 อยู่ที่ 10% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เดินทางไปเจรจากับลูกค้าในภูมิภาคอาเซียนแล้วเกือบทุกประเทศ ยกเว้นที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากมีโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าหลายแห่ง โดยบริษัทต้องการขยายตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน สปป.ลาว พม่า บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย เชื่อว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายหม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต
    ทั้งนี้ จากการหารือกับลูกค้าในต่างประเทศ พบว่าให้การตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากมีความเชื่อมั่นใจคุณภาพสินค้าของบริษัท โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่ให้การยอมรับแบรนด์สินค้าอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเชื่อว่าการขยายตลาดเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ไม่น่าจะมีอุปสรรคมากนัก
    "บริษัทตั้งเป้าขยายตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เจรจากับลูกค้าแล้วเกือบทุกประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะในพม่า พบว่ายังสามารถขยายตลาดได้อีกมาก เพราะดูจากโครงการใหญ่ๆที่จะเกิดขึ้นแล้ว อาทิ โครงการนิคมอุตสาหกรรมทวาย จะทำให้การขยายตัวการใช้ไฟฟ้าในพม่าสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันพม่ามีไฟฟ้า 5-10% เมื่อเทียบกับประเทศไทย ดังนั้นเศรษฐกิจในพม่าที่ขยายตัวขึ้น จะทำให้ความต้องการใช้หม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งผู้รับเหมาจะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท เพื่อไปติดตั้งโครงการดังกล่าว"
    นายดนุชา กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานในประเทศ ในปีนี้บริษัทตั้งรายได้เติบโต 10% จากปีที่แล้วที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2 พันล้านบาท โดยมาจากภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือแล้ว 600 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถประมูลงานของภาคราชการที่เตรียมจะเปิดประมูลในช่วงไตรมาส 1-2 ในปีนี้ได้อีก 300-500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่งานในส่วนของภาคเอกชน คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อจากบริษัทคู่ค้าเพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
    "ปีนี้ บริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้จากงานการจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทก็รอความชัดเจนนโยบายการส่งเสริมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา(โซลาร์รูฟ) เพราะหากมีความชัดเจนภายใน 1-2 เดือนนี้ จะทำให้บริษัท เอกรัฐโซลาร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกจะมีงานผลิตแผงเซลล์เข้ามาด้วย เนื่องจากเชื่อว่าโครงการของภาครัฐจะต้องพิจารณาเลือกใช้สินค้าที่สามารถผลิตได้ในประเทศก่อน"
    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่านโยบายการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์) ของภาครัฐ ยังประเมินต้นทุนการผลิตติดตั้งต่ำเกินไป และราคารับซื้อไฟฟ้าที่จะเปลี่ยนเป็นอัตราค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีทอินทรารีฟ) ซึ่งจากการเปิดประชาพิจารณ์ของกระทรวงพลังงานเมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 5.12 บาทต่อหน่วย เป็นระดับราคาที่ต่ำเกินไป ส่วนหนึ่งมาจากการคำนวณที่ดินที่ต่ำเพียง 1 หมื่นบาทต่อไร่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะราคาที่ดินอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทต่อไร่ ขณะที่เทคโนโลยีก็ประเมินในราคาที่ต่ำเกินไปด้วย ซึ่งส่วนตัวมองว่าราคารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ควรอยู่ที่ 7-8 บาทต่อหน่วย
     "การดำเนินงานในปี 2556 คาดว่าการเติบโตของรายได้จะไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน มาจากงานในมือที่ปัจจุบันมีแล้ว 600 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งจะมาจากงานที่จะประมูลของภาคราชการในช่วงไตรมาส 1-2 นี้ รวมทั้งจะมียอดคำสั่งซื้อจากบริษัทคู่ค้าภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยเติบโตตามธุรกิจก่อสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หากบริษัทเอกรัฐโซลาร์ฯ มีงานเข้ามาในปีนี้ จะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย จากปัจจุบันที่ยังต้องแบกรับขาดทุน เพราะไม่มีงานเข้ามาทำให้ไม่มีรายได้ในส่วนนี้"

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,807  วันที่   6 - 9  มกราคม พ.ศ. 2556

 

Read : 2632 times

jL Poll Module1

ถ้าต้องเลือกอยากได้ภาษีใหม่ตัวไหนก่อน


 

Poll (2)

ดูความรุนแรงการระบาดอีโบลาแล้ว เชื่อว่าจะสกัดไม่ให้เข้าไทยได้ไหม
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*