Homeการตลาดคอลัมน์ : ตลาด เรนองทีปรับแผนสู้ปัญหาค่าแรง

เรนองทีปรับแผนสู้ปัญหาค่าแรง

พิมพ์

"เรนอง ที"  บ่นอุบหลังนโยบายค่าแรง 300 บาทพ่นพิษ ดันต้นทุนพุ่งถึง 20%  หวั่นกระทบเอสเอ็มอีทั้งระบบ เร่งนำเข้าเครื่องจักรใหม่ และเดินหน้าก่อสร้างโรงงานเพิ่ม หวังต่อยอดลุยอาเซียนอย่างจริงจังเพื่อลดความเสี่ยง ประเดิมด้วยการสร้างแบรนด์ในตลาดชายแดนเพื่อสร้างการรับรู้ 

ศุภชัย ชัยวัฒนเมธินศุภชัย ชัยวัฒนเมธิน     นายศุภชัย ชัยวัฒนเมธิน ผู้จัดการฝ่ายขาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาเขียว ผู้ผลิตและจำหน่าย ชาเขียวใบม่อนเพื่อสุขภาพ เรนอง ที (Ranong Tea) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรง 300 บาท พอสมควร ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตพุ่งสูงถึง 20% นับว่าสูงมากในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)  ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศ และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขาย แรงงาน และความอยู่รอดของธุรกิจ บริษัทจึงได้หันมาบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อเป็นการรองรับการผลิตในสภาวะที่ผู้ประกอบการหลายรายต่างอยู่ในภาวะวิกฤติ  พร้อมกับการเร่งดำเนินนโยบายในส่วนของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการขยายตลาดรองรับภาวะที่ต้นทุนสูง
     โดยรูปแบบและกลยุทธ์หลักที่จะนำมาใช้ในการทำตลาดในปีนี้เพื่อเป็นการรองรับผลกระทบที่ได้รับคือ การสร้างแบรนด์ทั้งหมดในเครือให้แข็งแกร่งและเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะในเขตชายแดนและอำเภอที่อยู่ห่างไกล หลังจากที่ปัจจุบันสินค้าของบริษัทสามารถครอบคลุมได้แล้วเกือบกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ พร้อมกับการทำการตลาดครบแบบ 360 องศา ทั้งบีโลว์ เดอะ ไลน์ และ อะโบฟ เดอะ ไลน์ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย การโฆษณาผ่านสื่อทีวี โดยใช้พรีเซนเตอร์ คุณภาพของผลิตภัณฑ์มาเป็นจุดขายสร้างการจดจำ เป็นต้น
    นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมพร้อมด้านเครื่องจักรใหม่เข้ามาเพิ่มเพื่อรองรับตั้งแต่มีการปรับขึ้นค่าแรงรอบแรกไปเมื่อเดือนเมษายน ปีที่ผ่านมา พร้อมดำเนินการผลิตได้ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้การเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการของบริษัทเพื่อให้ได้จำนวนสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้น เป็นการลดต้นทุนด้านค่าแรง ที่จะใช้จำนวนแรงงานในการผลิตจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของพนักงานที่มีอยู่เดิมบริษัทไม่มีแผนปลดออกแต่อย่างใด แต่จะเน้นการสร้างทักษะให้พนักงานเพิ่มเติมเพื่อเป็นการต่อยอดให้กับการประกอบอาชีพรองรับการแข่งขันในตลาดแรงงานได้ในอนาคต
     บริษัทมีแผนขยายโรงงานใหม่ในเขตภาคกลาง บนพื้นที่ประมาณ 5-10 ไร่ เบื้องต้นขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแผนงานและการดำเนินการก่อสร้าง คาดจะแล้วเสร็จในปี 2557 อย่างไรก็ตามแผนงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นการรองรับเรื่องต้นทุนด้านค่าแรงที่สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการรองรับตลาดอาเซียนหลังจากที่มีการเปิดเออีซีในปี 2558 นี้ด้วย
     "ในสภาวะที่ตลาดชาเพื่อสุขภาพได้รับผลกระทบจากตลาดชาพร้อมดื่มที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปีที่ผ่านมา  ประกอบกับการแบกรับต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ทำให้เราต้องเร่งหา "บลู โอเชียน" ให้กับสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันและขยายสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆได้ เบื้องต้น กลยุทธ์หลักที่เราจะนำมาใช้คือ การหาลูกค้าใหม่ๆในเขตชายแดนที่เรายังไม่สามารถเข้าไปได้ในอดีต ซึ่งหากเราสามาถสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดดังกล่าวได้จะเป็นผลดีอย่างมาก เนื่องจากนอกจากจะสามารถครอบคลุมในพื้นที่ที่ห่างไกลแต่มีการจับจ่ายสูงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มตลาดใหม่ๆในต่างประเทศ"
     ขณะเดียวกันมองว่า แม้ตลาดชาพร้อมดื่มจะแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากตลาดชาเพื่อสุขภาพไปบ้าง แต่ในระยะยาวเชื่อว่าตลาดชาเพื่อสุขภาพจะยังสามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลุ่มผู้บริโภคขาประจำที่อยู่ในช่วงอายุ 35-60 ปี ที่นิยมดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพอยู่ แตกต่างจากตลาดชาพร้อมดื่มที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน ที่ชื่นชอบการลองของใหม่ รสชาติใหม่เรื่อยๆ ทำให้ต้องทำการตลาดมากกว่า ทำให้สภาวะการแข่งขันในตลาดกลายเป็น "เรด โอเชียน" ที่มีแต่ผู้เล่นรายหลักเข้าแข่งขันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกันของผู้เล่นยักษ์ใหญ่ของชาพร้อมดื่มในตลาด ยังสามารถช่วยสร้างกระแสภาพรวมตลาดชาให้มีการตื่นตัวได้มากขึ้นอีกด้วย
     ในส่วนของช่องทางการจำหน่าย ปัจจุบันสินค้าของบริษัทมีวางจำหน่ายในหลายประเทศ อาทิ ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ในสัดส่วน 20% ส่วนอีก 80% เป็นการวางจำหน่ายในประเทศในช่องทางต่างๆ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายส่ง และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งแนวทางการทำตลาดในส่วนของต่างประเทศนับจากนี้ไปคือการโฟกัสไปที่ตลาดอาเซียน เป็นการขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพื่อเป็นการสร้างยอดขายเพิ่มเติม หลังจากที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางการผลิตในปัจจุบัน
     "การเข้าไปในแถบตะเข็บชายแดนของเราเป็นการสร้างตลาดให้ได้ก่อนเข้าไปในตัวประเทศนั้นๆ ถือเป็นการทดลองตลาด และเป็นการวางแผนการแข่งขันกับประเทศทั้ง สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น แล้วจึงจะเป็นการรุกเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจังหลังประสบความสำเร็จด้านยอดขายในแถบนี้แล้ว"
     โดยวางแผนงานระยะยาว 5-10 ปี โดยมีนโยบายหลักคือ การทำตลาดในแนวทางที่เข้าใจร่วมกันกับคู่ค้า ภายใต้กลยุทธ์ "อาเซี่ยน อีส มาย โฮม" คือมองตลาดอาเซียนภาพรวมเป็นเหมือนบ้านของเราเอง ทำตลาดในรูปแบบเดียวกัน โดยยึดความรู้ความเข้าใจของลูกค้าเป็นหลัก ผ่านการออกบูธ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่ส่วนของยุทธศาสตร์จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่ พร้อมกับการปรับสัดส่วนของตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 40% และในประเทศ 60% ในอีก 5 ปี และปรับสัดส่วนการส่งออกเพิ่มเป็น 60% ในอีก 10 ปีข้างหน้า หลังจากที่เข้าทำตลาดในอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ
     "เราวางเป้าการเติบโตทั้งหมดปีละ 30% ซึ่งในปีที่ผ่านมาเราสามารถสร้างยอดขายได้ที่ 28-29% ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย เนื่องมาจากผลกระทบจากการปรับค่าแรงในรอบแรก ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของยอดขายในประเทศปีนี้เรามั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% แน่นอน ขณะที่ตลาดต่างประเทศ เราวางอัตราการเติบโตไว้ที่ปีละ 100-200% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวหากเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้จะทำให้สัดส่วนการส่งออกของบริษัทเป็นไปตามแผนที่วางไว้"
     อนึ่งปัจจุบันบริษัทผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ส่งออกชาเขียวใบหม่อนใน 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ชาเขียวและชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อาทิ ชาเขียวใบหม่อน ชาเขียวคาเมลเลีย ชาเจียวกู้หลัน ชาใบหญ้าหวาน โดยมีทั้งชนิดซองชง ชนิดใบ และชนิดผง 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรผงสำเร็จรูป อาทิ ขิงผง มะตูมผง ลำไยผง ตะไคร้ผง ใบเตยผง มะนาวผง มะขามผง 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ชาชงสมุนไพรเพื่อควบคุมน้ำหนัก 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,810  วันที่   17 - 19  มกราคม พ.ศ. 2556

 

Read : 1931 times

jL Poll Module1

คสช.เห็นชอบหลักการลงทุนรถไฟทางคู่2สายใหม่เชื่อมจีนขนคน+สินค้า แทนไฮสปีดเทรน ท่านมีความเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

คิดอย่างไร คสช.สั่งยุบเลิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.)
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*