Homeฐ.Bloggerสุวิภา บุษยบัณฑูร 3 เจ้าสัว ถอดบทเรียนฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้ง

3 เจ้าสัว ถอดบทเรียนฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้ง

พิมพ์

ในวาระครบรอบ 16 ปี วิกฤติต้มยำกุ้ง ที่อุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดเสวนา "ถอดบทเรียนฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้ง" โดยเชิญผู้ประกอบการที่ล้มทั้งยืนเมื่อภาระหนี้เพิ่มขึ้นพันทวีในช่วงข้ามคืน ก่อนหวนคืนกลับมาผงาดในวงการธุรกิจได้อีกครั้ง ประกอบด้วย

alt นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด ( มหาชน)บมจ. ,นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บมจ.โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น และนายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน
**"คนไทยยังชูหัวไม่ขึ้น"

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย เปิดวงเสวนาด้วยการเล่าย้อนหลัง เหตุการณ์ครั้งนั้นว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทยปี 2540 ทำให้กลุ่มต้องสูญเสียกิจการไปกว่า 90% โดยเฉพาะภาคปิโตรเคมี เพื่อรักษาส่วนอื่นให้รอด เหลือเพียงบริษัทเล็กๆ คือ"บมจ.ทีพีไอ โพลีน" คิดเป็นเพียง 10% ของกิจการทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่ทีพีไอถูกปตท.ยึดไปก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ไออาร์พีซี และผมยังถูกฟ้องว่าโกงบริษัทอีกด้วย (ทำสัญญาให้ทีพีไอเช่าอาคารทีพีไอทาวเวอร์นาน 90 ปี เป็นเงิน 956 ล้านบาท ก่อนศาลจะยกฟ้อง) ซึ่งไม่เป็นความจริง
กับประเด็นที่ว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบจากการเกิดวิกฤติครั้งนั้น นายประชัยมองว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการแบงก์ชาติยุคนั้นต้องรับผิดชอบ ไม่ปกป้อง ภาคธุรกิจ พร้อมกันนั้น นายประชัยได้เรียกร้องว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง เป็นผลจากนโยบายภาครัฐ รัฐบาลจึงควรจะเยียวยาให้กับผู้ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งหาทางจัดตั้งสถาบันการเงินที่ถือหุ้นโดยคนไทยจริงๆ เพราะขณะนี้แบงก์ไทยซึ่งถือหุ้นโดยต่างชาติ/ไม่ยอมปล่อยกู้ให้คนไทย โดยเขายกตัวอย่าง โครงการตั้งโรงปูนไลน์ที่ 4 (ของบมจ.ทีพีไอ โพลีน) ขนาดกำลังการผลิต 4 ล้านตันของเรามีแบงก์ไทยปล่อยกู้เพียง 20% ที่เหลืออีก 80% เป็นการปล่อยกู้เครื่องจักรจากต่างชาติคือเยอรมนี และออสเตรียที่ต้องการสับนสนุนผู้ประกอบการของเขาให้สามารถขายเครื่องจักรได้
"ผมยังเป็นห่วงว่า แม้ไทยจะได้บทเรียนจากอดีต แต่คนไทยยังชูหัวไม่ขึ้น รัฐจึงควรหาทางช่วยเหลือภาคการผลิต (Real Sector) โดยการจัดตั้งแบงก์คนไทย ไม่เช่นนั้นก็คงเกิดขึ้นได้ยาก และตอนหนึ่งได้นายประชัยได้ย้ำว่า ผลจากวิกฤติต้มยำกุ้งได้ทำลาย spirit of entrepreneur (จิตวิญญานผู้ประกอบการ)ไทยลง
**"จะไม่ขยายธุรกิจเกินศักยภาพ"
ด้านนายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ย้อนเรื่องราว 16 ปีแห่งความทรงจำว่าปี 2540 บริษัท เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เป็นรายแรกนั้น "ดีแทค" ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นเพราะเราต้องการให้ธุรกิจอยู่รอดได้จึงไปเจรจากับแบงก์ชาติเพื่อให้เป็นเจ้าภาพ และเจรจากับเจ้าหนี้ที่มีถึง 50 แบงก์ เพราะไม่อยากให้หั่นหนี้เป็นชิ้นๆ พร้อมได้เตรียมผังการเงินการหารายได้กับการจ่ายดอกเบี้ย แต่ค่าเงินบาทจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯขึ้นเป็น 40-55 บาทต่างกันถึง 2 เท่า ทำให้บริษัทต้องชำระหนี้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาที่ยาวนาน
alt "การเปิด BIBF (Bangkok International Banking Facilities) ทำให้กู้เงินได้ง่ายและดอกเบี้ยก็ถูก และการกู้ง่าย ก็ทำให้เราลืมตัว ตัวเราเองที่ผิดและประมาท บางทีฟองสบู่โตมากจนเกินไป เราไปไหนก็มีคนชม อันนี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องมองไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองเห็นเมื่อ 18 ปีก่อน ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกในอีก 2 ปี ผมเห็นมีรถสปอร์ตเยอะมากเหมือนตอนนี้ ผู้บริหารต่างขับเฟอร์รารี คนบ่นหนี้กันมาก และที่น่าห่วงตอนนี้คือการปั๊มเศรษฐกิจโดยภาครัฐที่ไปเน้นขยายรายจ่าย แต่ไม่เน้นการออม เพราะดอกเบี้ยฝากก็ยังแค่ 3% ไม่น่าจูงใจ เป็นอาการที่น่าห่วง และผมเริ่มกังวลในระยะนี้"
**เรียนรู้จากหุ้นส่วนต่างชาติ
นายบุญชัย เล่าต่อว่าวิกฤติในครั้งนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะทำงานกับบริษัทต่างชาติ เรียนรู้ว่าทำไม ? เราไม่สามารถทำกำไรเท่าเขา ( เทเลนอร์ เอเชียพันธมิตรที่เข้ามาร่วมทุน) หุ้นส่วนต่างชาติสามารถทำกำไร ปันผลปีละกว่าหมื่นล้านบาท แต่เราปันผลแค่หลักพันล้านบาทก็ดีใจแล้ว แต่นั่นอาจเพราะมูลค่าตลาดหลักทรัพย์มันโตตามด้วย ผมได้ใช้เวลาช่วง 16 ปีที่ผ่านมา โดย 8 ปีแรกกับการรักษาชีวิต 8 ปีหลังเพื่อหาตัวเองใหม่ ว่าเราจะอยู่อย่างไร
ประธานกรรมการดีแทคบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไป "ผมจะไม่ขยายธุรกิจเกินศักยภาพ เหมือนโซดาที่มันซ่าส์เกินไป" โดยช่วงเวลานั้น ดีแทคขยายไปอย่างสุดแขนมี คือมีทั้งการลงทุนในดาวเทียม ฯลฯ และโรงงานดาวเทียมเช่นที่ "ลาวสตาร์" ที่สปป.ลาวอีกกว่า 7 พันล้านบาท "ย้อนถึงวันนั้นก็ยังงงๆ ว่ามูลหนี้กว่า 4 หมื่นล้านบาท ทำได้อย่างไร"
อย่างไรก็ดี วันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมไทยไม่มีระเบียบ ไม่สามารถที่จะ Maintain ชีวิตตัวเองได้ทั้ง 100% ต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่น และใครที่คิดจะขยายธุรกิจในขณะนี้ ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีก่อน โดยเขาเปรียบเปรยว่าการกู้ก็เหมือนกับการขายวิญญาณให้ซาตาน เหมือนนิยายเรื่องขายวิญญาณให้กับพญามาร (The Fault) และทุกวันนี้ยังไม่ปกติ เรายังอยู่ในสิ่งแวดล้อมเก่าๆ หลายคนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ดีขึ้น อย่าประมาทที่เห็นดัชนีตลาดหลักทรัพย์โต คนซื้อคอนโดฯ อย่าประมาทที่รัฐช่วยภาษีสรรพสามิต 1 แสนบาท (รถคันแรก) เพราะจริงๆ มันเป็นเงินปิศาจทั้งนั้น อย่าเป็นหนี้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นหนี้อยู่ก็พยายามดูว่าไปข้างหน้าว่าจะบริหารได้อย่างไร
"พวกท่านไม่ได้อยู่ตรงนั้น (ช่วงวิกฤติปี 2540) ไม่ได้เห็นว่าหนี้โตเท่าตัว ดอกเบี้ยขึ้นเท่าตัว เราถูกย่ำยีจนแทบไม่เหลือวันนี้ อุตสาหกรรมไทยจริงๆ มันไม่มีแล้ว ผมอยากเตือนทุกท่านให้รักษาสิ่งที่ตัวเองทำให้ดี ความมุ่งมั่นคือรักษาองค์กร รักษาบริษัทที่ทำ อย่าใช้จ่ายเกินตัว"นายบุญชัยย้ำตอนหนึ่งพร้อมกล่าวว่า เออีซี(ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)ไม่ใช่ยิ่งใหญ่อะไรหนักหนา แต่เรากระสันเพราะอยากได้เงินเขามาลงทุน
**เรียนรู้ทั้งเสียและได้
นายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เหมราช พัฒนาที่ดิน และอดีตเจ้าของอาณาจักรเหล็ก (บจก. เอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป หรือNTS /บจก.นครไทยสตริปมิล หรือNSM ) กล่าวถึงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ว่า "มีหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตผม ผมได้เรียนรู้ทั้งการเสียและการได้ จากหนี้กว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ภายในคืนเดียวหนี้พุ่งเป็น "แสนล้านบาท" เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯไปที่ 52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในเวลารวดเร็ว ถามว่าเหตุเกิดแบบนี้ช็อกไหม! ดูจากสัปดาห์แรกที่เกิดเหตุรัฐบาลพยายามจะประคองค่าบาท และบอกไม่ลอยตัวค่าเงินบาท แต่ในที่สุดก็ลอยตัวค่าบาท เรากระทบทันที
ส่วนช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเจรจรปรับโครงสร้างหนี้ทั้งเจ้าหนี้ไทยและต่างประเทศ นายสวัสดิ์ เล่าว่าในช่วงเวลานั้นตนกดดันมากหลังเจรจากับเจ้าหนี้ต่อเนื่อง 48 ชั่วโมงจนแล้วแต่ตัวแทนเข้าหนี้ต่างประเทศยังไม่ยอมเซ็นเอกสารท้ายที่สุด ตนต้องชักปืนขึ้นมาขู่ว่าจะเซ็นหรือตาย (do or die) จนวอลล์สตรีทเจอร์นัลเอาไม่พาดหัวว่า boss pick up the gun ตอนหนึ่งนายสวัสดิ์ได้กล่าวอย่างติดตลกว่า ช่วงเวลานั้นที่ยอดหนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล เขาคุยกับประชัย(เลี่ยวไพรัตน์) ว่าเราต้องทำธุรกิจข้ามชาติกัน แล้ว "คือกู้ชาตินี้ใช้หนี้ชาติหน้า"
นายสวัสดิ์ กล่าวว่าชีวิตตนผ่านมาแล้ว 72 ฤดูฝน ผ่านวิกฤติมาแล้ว 3 รอบ (ลดค่าเงินเงินบาท 2524 ,2527 และ 2540) เขาบอกว่าหลักการทำธุรกิจที่ดีคือ ควรเรียนรู้การทำธุรกิจแบบ step by step และอย่าเชื่อเรื่อง "Free and Fair "
ทั้งนี้ นายประชัย นายบุญชัย และ นายสวัสดิ์ เชื่อเหมือนกันว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,859 วันที่ 7 - 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

 

Read : 52631 times

jL Poll Module1

หยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้ท่านวางแผนตั้งงบค่าใช้จ่ายไว้อย่างไร



 

Poll (2)

สิ้นปีนี้ท่านคาดหวังเรื่องเงินโบนัสอย่างไร
 

*