Homeการเงินการเงิน-ตลาดทุน ปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

พิมพ์
 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เพื่อปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับการคำนวณเงินได้สุทธิจากเดิมที่มีอยู่  5 ขั้นอัตรา alt เพิ่มเป็น 7 ขั้นอัตรา  มีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินปีภาษี 2556 และปีภาษี 2557  อัตราภาษีใหม่จะทำให้ผู้เสียภาษี มีภาระด้านภาษีลดลง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ระดับปานกลาง  โดยกรมสรรพากรคาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 27, 000 ล้านบาท แต่จะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่มีเม็ดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศโดยรวมได้ 
    การปรับอัตราภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในการคำนวณภาษีสำหรับเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2556  ที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ในต้นปี พ.ศ.2557 (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2557-31 มีนาคม 2557)  อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราเดิมไปก่อนหน้านี้แล้ว( ตั้งแต่เดือน มกราคม 2556  จนถึงปัจจุบันก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้) สามารถนำภาษีดังกล่าวไปเครดิตออกจากภาษีที่ต้องชำระในเดือนธันวาคม 2556 เพื่อให้การจ่ายภาษีในเดือนสุดท้ายของปีน้อยลง หรือในบางรายจะไม่มีภาษีชำระด้วยซ้ำ  หรือนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้  ไปใช้เครดิตภาษีคืนตอนยื่นแบบแสดงรายการภาษีบุคคลธรรมดาประจำปี ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2557-31 มีนาคม 2557 ก็ได้
alt    สำหรับความจำเป็นในการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว  ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างเดิมมีการใช้มานาน 20 ปีเต็ม...อัตราใหม่ยังช่วยบรรเทาภาระภาษี และสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งปิดช่องโหว่ของการหลีกเลี่ยง 
    ทั้งนี้หากเปรียบเทียบอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี  ถือได้ว่าอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย สูงเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 0 - 35%          (ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ที่ 5 - 32% ) โดยรองจากอันดับ 1 คือ ประเทศเมียนมาร์ ที่เก็บในอัตรา 3 - 40%  , อินโดนีเซีย 5 - 30%, เวียดนาม 0 - 30% ขณะที่ประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทยมาก ได้แก่ มาเลเซีย ซึ่งเก็บที่ 0 - 28%, ลาว 0 - 28%, กัมพูชา 5 - 20% และสิงคโปร์ 0 - 20% ขณะที่บรูไนไม่เก็บภาษีนี้เลย
    ส่วนประเด็นที่มีผู้วิจารณ์ว่าอัตราภาษีใหม่เป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม กรมสรรพากรยืนยันว่าผู้เสียภาษีทุกกลุ่มจะได้ประโยชน์   กล่าวคือ กลุ่มผู้มีรายได้สุทธิ 0-150,000 บาทต่อปี ยังคงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ขณะที่ภาษีเฉลี่ย (คำนวณจากแบบภาษีในปี 2554 ) พบว่า กลุ่มเงินได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาทต่อปี อัตราภาษีเฉลี่ยลดลงมากที่สุดถึง 50.53% รองลงมาตามลำดับ คือ กลุ่มเงินได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาทต่อปี ลดลง 31.91%, กลุ่มเงินได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาทต่อปี ลดลง 22.74%, กลุ่มเงินได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาทต่อปีลดลง 18.71%, กลุ่มเงินได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาทต่อปี ลดลง 15.61%, กลุ่มเงินได้สุทธิ 2,000,001 -  4,000,000 บาทต่อปี ลดลง 10.72% และกลุ่มเงินได้สุทธิ 4,000,001 บาทต่อปีขึ้นไป ลดลง 5.98% หากรวมเงินได้สุทธิทั้งหมด คิดเป็นอัตราภาษีเฉลี่ยที่ลดลง 15.89%
    หรือหากมองในแง่ภาระภาษีอัตราเดิมเทียบกับอัตราใหม่ กลุ่มเงินเดือน 15,000 บาท (180,000 บาทต่อปี) ยังได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้, กลุ่มเงินเดือน 30,000 บาท (360,000 บาทต่อปี) มีภาระภาษีใหม่อยู่ที่ 9,060 บาท ลดลง 7,500 บาท จากภาระภาษีเดิม 16,560 บาท หรือลดลง 45.29%,กลุ่มเงินเดือน 100,000 บาท (1,200,000 บาทต่อปี) มีภาระภาษีใหม่อยู่ที่ 145,000 บาท ลดลง 26,100 บาท จากภาระภาษีเดิม 171,600 บาทหรือลดลง 15.21%,  ขณะที่กลุ่มเงินเดือน 500,000 บาท (6,000,000 บาทต่อปี) มีภาระภาษีใหม่อยู่ที่ 1,633,500 บาทหรือลดลง 108,200 บาท จากภาระภาษีเดิม 1,741,700 บาท หรือลดลง 6.21%
    อย่างไรก็ดีสถาบันอนาคตไทยศึกษา ระบุกลุ่มผู้เสียภาษีมากที่สุด จากโครงสร้างรายได้ภาษี คือ ผู้เสียภาษีที่อัตราสูงสุด 30% ขึ้นไป มีเพียง 1.76 แสนราย คิดเป็นสัดส่วน 1.78% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด 10 ล้านคน หรือเป็นเม็ดเงินภาษีสัดส่วน 2 ใน 3 ของรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วน 67%
    สำหรับภาคธุรกิจที่จะได้รับอนิสงส์จากการที่ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายและรายได้  กรมสรรพากรได้ประเมินก่อนหน้านี้ว่ามี 11 กิจการ  ได้แก่ 1. ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ที่คาดจะขยายตัวได้ 12.24% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนในภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 28%  2. ธุรกิจบริการเช่าซื้อรถยนต์  3. กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง โดยของภาคเอกชนจะโต 10% ขณะที่ภาครัฐขยายตัว 16%  4. กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม  5. ธุรกิจกลุ่มระบบโลจิสติกส์  การท่องเที่ยว และที่เกี่ยวข้อง ก็มีการขยายตัวในแนวโน้มที่ดี  6. กลุ่มสุรา เหล้า เบียร์ เครื่องดื่มสุขภาพ เครื่องดื่มชูกำลัง เติบโตได้ดี  7. กลุ่มสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารและประกันภัย  8. กลุ่มธุรกิจน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซ ก็ขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ  9. กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เติบโตได้ที่ 4%  10. กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกกลุ่มที่ได้อานิสงส์ เติบโตที่ 5.24%  11. กลุ่มเครื่องใช้สำนักงานและเครื่องครัว ที่จะมีอัตราเติบโตถึง 39% จากกำลังซื้อของประชาชนที่ดีขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,899  วันที่  24 - 27  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2556

 

Read : 2562 times

jL Poll Module1

งบประมาณสสส.ควรมาจากไหน


 

Poll (2)

เห็นอย่างไรลงทุน LTF,RMF จะไม่ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษีอีกแล้ว
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*