Homeคอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิคอลัมน์ : ผ่าอกคุย กับ หมอสัญญา หมอรู้ได้อย่างไร ว่าคุณป่วยเป็นโรคอะไร (ตอนที่ 3)

หมอรู้ได้อย่างไร ว่าคุณป่วยเป็นโรคอะไร (ตอนที่ 3)

พิมพ์

alt ในตอนที่แล้ว ผมได้เล่าถึงคนที่ป่วยจริงๆด้วยโรคหนึ่ง อาจจะได้รับการรักษาไปอีกโรคหนึ่งได้ง่ายๆ เราๆท่านๆอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไม หมอถึงวินิจฉัยไขว้เขวได้ล่ะ...

 

 

สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักไว้เสมอก็คือ สิ่งต่างๆรอบตัวเรานั้น มันมีความกำกวมอยู่ในตัวมันเองเสมอ หลายสิ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่ไม่แสดงออกมากระจ่างชัดพอ และถ้าหากมันคือโรคอะไรก็ตามที่ซ่อนอยู่ในตัวคนป่วยแล้ว นั่นก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่เป็นแพทย์ ที่จะมาค้นหาว่า โรคอะไร..ที่ซ่อนอยู่ในตัวคนป่วย

 

สิ่งแรกที่หมอจะทำเวลาที่คนป่วยเดินเข้ามาหา ก็คือต้องซักถามอาการ ซึ่งก็อย่างที่เล่ากันมาในตอนก่อนๆนี้ว่า หลายๆครั้งที่เราไปเจอหมอ หมอจะก้มหน้าก้มตาเขียนใบสั่งยาอย่างเดียว หรืออาจจะถามสองสามประโยค คนป่วยก็อาจจะอาการทรงๆอยู่ หรือไม่ก็ทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ จวบจนกระทั่งบังเอิญได้ไปเจอหมอบางท่าน ซึ่งเอาใจใส่คนป่วยมากหน่อย ยอมเหนื่อยมากกว่าหมอคนอื่นๆ ก็เป็นโชคดีของคนป่วยเขา ที่จะได้มีโอกาสซักถาม และอธิบายอาการอย่างละเอียดพอ ก็พอจะได้รับแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

 

แต่ที่จะเจอหมอที่ทุ่มเทเวลานั้น คงต้องเข้าใจจริงๆครับว่ามีอยู่ไม่มากเท่าไร แต่ก็ยืนยันได้ว่ามีหมอที่ตั้งใจฟังคนป่วยของเขาอยู่  หมอจะรู้ว่าคุณเป็นโรคอะไรได้นั้น ต้องฟัง คนป่วยเป็นอันดับแรก ไม่ใช่พอพูดกันไม่กี่คำ ก็บอกให้ไปเสียเงินตรวจนู่นตรวจนี่กันแพงๆ เพื่อเอากำไรเข้าโรงพยาบาล

 

พอได้ข้อมูลจากการฟังที่ถี่ถ้วนแล้ว ก็ต้องมาถึงเวลาตั้งคำถาม กับคนป่วย คำถามที่หมอถามจะเป็นแนวทางสำหรับการสืบหาว่า คนป่วยเป็นโรคอะไร


ดังนั้น จะเห็นว่า แค่ซักถามพูดคุยกันก็เปลืองเวลาแล้ว ตอนแรกคนป่วยเล่าให้ฟังก่อน จากนั้น หมอตั้งข้อสงสัยที่เป็นไปได้ แล้วก็ตั้งคำถาม มันก็คล้ายๆกับการสืบพยานในศาลนั่นแหละครับ รวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้น แล้วมาประมวลกัน ก็พอจะได้ภาพรวมคร่าวๆ

 

ดูๆไปมันก็เหมือนง่ายนะครับ เออ...หมอก็ฟัง แล้วก็ถาม จากนั้นก็ใช้ความรู้ที่พอจะมีอยู่ในสมอง ประมวลข้อมูลเพื่อออกมาเป็นกลุ่มโรคที่เป็นไปได้คร่าวๆ

 

หลังจากซักประวัติการป่วยเสร็จ ก็มาถึงการตรวจร่างกายคนป่วย ซึ่งก็ไม่ใช่จะมานั่งตรวจกันตั้งแต่เส้นผม ยังเล็บเท้า แต่ตรวจแบบมุ่งเป้าไปยังสิ่งที่สงสัย ซึ่งก็ต้องมาจากการประมวลข้อมูลจากการพูดคุยนั่นแหละครับ

 

ส่วนทักษะในการตรวจร่างกายนั้น ก็คงต้องขึ้นกับประสบการณ์ และความใฝ่รู้ของหมอคนนั้นเอง ซึ่งการตรวจร่างกายต้องมีหลักการอะไรบ้าง เดี๋ยวไว้มีโอกาสจะค่อยๆเล่าต่อกันฟัง

 

(ผมเคยอ่านผลการวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหมอเฉพาะทางโรคหัวใจ ได้ความมาอย่างหนึ่งว่า ประสบการณ์ หรืออายุการทำงาน ไม่ได้สัมพันธ์กับทักษะในการตรวจร่างกาย เช่นการฟังเสียงเต้นของหัวใจ แล้วบอกได้ว่ามีโรคอะไรซ่อนอยู่นั้น หมอที่ดูอาวุโสกว่ามากๆ ไม่ได้ตรวจได้แม่นกว่าหมอเฉพาะทางที่อายุน้อยเสมอไป)

 

แต่เราจะมามุ่งที่ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากก่อน คือ การซักถามข้อมูลจากคนป่วยนั้น ไม่แน่ว่าจะทำให้รวบรวมข้อมูลได้ชัดเจน หลายๆแง่มุมมีความกำกวม บางกรณีก็เกิดหลงประเด็นไขว้เขวไปเลยก็ได้ แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือ หมอที่ฐานความรู้ยัง “ไม่แน่นหนา” พอ

 

ฐานความรู้ที่ดี จะทำให้ตั้งคำถามที่ดี และนำไปสู่ข้อการประมวลสรุปที่แม่นยำได้
ยกตัวอย่างเช่นกรณีโรคหัวใจขาดเลือด กับโรคกรดไหลย้อนที่เล่ากันมาตอนก่อนๆ คนป่วยบางคนบอกหมอเลยด้วยซ้ำว่า ตัวเองต้องเป็นโรคหัวใจแน่ๆ เพราะ...อาการมันแน่นมากเวลาที่ออกแรงทำอะไรเบาๆ โดยที่ก่อนนี้ไม่เป็น แต่พักหลังมานี้อาการชักมากขึ้นๆ  ซึ่งหมอหลายคนที่เขาไปหา ก็ยังยืนกรานครั้งแล้วครั้งเล่าว่า คุณไม่ได้เป็นโรคหัวใจแน่นอน เป็นแค่โรคกระเพาะ

เพราะอะไรหมอที่ตรวจจึงยืนกราน เป็นมั่นเป็นเหมาะขนาดนั้น?...
ก็เพราะเหตุว่า ข้อมูลที่ได้จากคนป่วยมันแย้งกับสิ่งที่เรียนมานั่นยังไง!...
“สิ่งที่หมอร่ำเรียนมา” นั้น ถ้าเป็นกรณีโรคหัวใจแล้วละก็ มันคือ ความรู้ที่ว่า ถ้าหากคนป่วยคนนั้นป่วยเป็นโรคหัวใจแล้ว อาการจะต้องเป็นมากขึ้น เวลาที่ออกแรง เช่น เดินขึ้นบันได

แต่ทีนี้ “พอหมอถามว่า แล้วเวลาเดินขึ้นบันไดหลายๆชั้น มันเป็นยังไง?” คนป่วยก็ตอบว่า “ก็พอเดินได้ สองชั้น สามชั้น ก็เดินได้” ทั้งๆที่ตอนแรก เขาบอกหมอเองนะว่า ...อาการมันแน่นมากเวลาที่ออกแรงทำอะไรเบาๆ

อ้าว... แล้วพอฟังแบบนี้ มันก็เรียกว่าคนป่วยให้ข้อมูลที่ขัดกันนะสิครับ เออ..งงเหมือนกันใช่ไหมครับ มันแปลกไหมว่าทำไมคนป่วยให้ข้อมูลที่ขัดกันได้ เพราะคงต้องมีหมอไม่น้ยล่ะ ที่พอฟังว่าถ้าขึ้นบันได ก็ขึ้นได้หลายชั้นจริง ก็แสดงว่าไอ้ที่ว่าเหนื่อยนั้นน่ะ คงไม่ใช่เหนื่อยจากการออกแรงอย่างที่ว่าหรอก หมอก็เลยยืนยันว่า คนป่วยคนนั้น ไม่ได้เป็นโรคหัวใจนั่นไงล่ะ

แต่คนคนนั้น เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันรุนแรงจริง และก็ต้องมาผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดในเวลาต่อมาจริง ตอนนี้เขาก็หายดีกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว ยังมาสำทับผมอีกว่าเดี๋ยวเขาจะไปหาหมอคนที่บอกเขามาตลอดว่าไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แล้วก็จะโชว์แผลผ่าตัดให้เขาดู ...ผมเลยต้องบอกว่า อย่าเลยครับ เดี๋ยวหมอคนนั้นจะมาดักตีหัวผมเปล่าๆ

ทั้งนี้ เวลาที่คนป่วยมีอาการเหนื่อยง่ายนั้น บางทีเขาก็ยังเดินขึ้นบันได้หลายๆชั้นได้ อาจจะเดินช้าบ้างเร็วบ้าง ถ้าหัวใจยังไม่ถึงขนาดจะหยุดเต้นแล้ว ก็ยังพอเดินไปได้ แต่ว่าจะเดินได้ปร๋อเหมือนตอนหนุ่มๆหรือเปล่า ก็คงไม่ใช่แน่ๆ ดังนั้น เมื่ออาการโรคหัวใจขาดเลือดมันเกิดขึ้นช้าๆ กินเวลานานหลายๆปีกว่าจะมีอาการมาก ร่างกายก็จะปรับสภาพไปช้าๆ ใจเราก็จะรับรู้กับกำลังที่ถดถอยลงช้าๆ และก็จะกลายเป็นความเคยชินว่า เออ...เราเดินขึ้นบันไดได้เร็วเท่านี้นะ มันปกติสำหรับเรา แม้ว่ามันจะช้ากว่าเจ้าหลานวันสิบขวบพอควรก็ตาม แต่เราก็เดินขึ้นบันไดได้ด้วยความเร็วแค่นี้แหละ แหม..อายุปูนนี้จะเอาอะไรมาก

ใช่ครับ... ความฝังใจว่าตัวเองเดินได้เร็วแค่นี้ ไปได้เรื่อยๆ เร่งไม่ได้ ดังนั้น ถ้าอาการไม่มาก หรือหมอไม่ซักให้ละเอียดจริงแล้วละก็ มีโอกาสที่จะรับข้อมูลผิดพลาดได้ง่ายๆ จริงไหมครับ ...จากมีอาการ กลายเป็นฟังไปว่า ไม่มีอาการก็เป็นได้

เมื่อข้อมูลมันพลาด ข้อสรุปมันก็พลาด
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเป็นคนที่ “ทราบ” ว่าหมออยากจะฟังข้อมูลภายใต้ “คลื่นความถี่” ไหน จะได้จูนคลื่นกันได้ถูก ไม่งั้นก็เป็นการพูดกันคนละคลื่น ไม่เข้าใจกัน เกิดความขัดแย้งกัน
ครับ... พูดกันคนละคลื่น นี่แหละครับ ที่ผมเห็นว่าเป็นสาเหตุประการหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนป่วย
 

 

Read : 6326 times

jL Poll Module1

ให้อำนาจคสช.คุมรัฐบาลได้ ท่านคิดว่าหน.คสช.จะนั่งควบเก้าอี้นายกฯด้วยหรือไม่


 

Poll (2)

คสช.ให้ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ 1ตุลาคม ปีหน้า ท่านเห็นว่าอย่างไร
 

*