หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home เศรษฐกิจโลก ณัฐญา เนตรหิน เปิดปฎิบัติการ "ธนาคารกลาง" แทรกแซงค่าเงิน-กดดอกเบี้ยหนีเงินนอกทะลัก

เปิดปฎิบัติการ "ธนาคารกลาง" แทรกแซงค่าเงิน-กดดอกเบี้ยหนีเงินนอกทะลัก

พิมพ์

เปิดปฎิบัติการ "ธนาคารกลาง"
แทรกแซงค่าเงิน -กดดอกเบี้ยหนีเ
งินนอกทะลัก

1 -2 เดือนที่ผ่านมานี้ ประเด็น "เงินบาทแข็งค่า"  แม้จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาคซึ่งค่าเงินต่างแข็งค่าขึ้นเช่นกันจากผลของดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า แต่ "ธนาคารแห่งประเทศไทย" กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ปล่อยให้บาทแข็งพุ่งพรวดเร็วกว่าสกุลเงินอื่น 

 

เสียงเรียกร้องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างผู้ประกอบการภาคส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มของเอสเอ็มอีดังขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งที่ออกมาเรียกร้องเอง และผ่านกระบอกเสียง  เช่น  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  สภาหอการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น   

 

เรียกได้ว่าเสียงร้องของผู้ได้รับผลกระทบ  กลบ "ข้อดี" ของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว "บาทแข็ง"  มีส่วนเกิดประโยชน์อยู่ไม่น้อย !!!!

 

alt รมว.คลัง "กรณ์ จาติกวณิช" เอง ยืนยันว่า บาทที่แข็งค่าก็มีประโยชน์  ซึ่งก็ต้องใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์  เช่นเดียวกับในหลายประเทศที่ใช้ประโยชน์จากการแข็งค่าของสกุลเงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ 

 

ขณะที่เมื่อเร็วๆนี้  "สาธิต รังคสิริ" อธิบดีกรมสรรพากร ระบุ  มีผู้ประกอบการ 40% ไม่ได้ไม่เสียประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่า  ส่วนอีก 30%  เสียประโยชน์ชัดเจน  และอีก 30% ก็ยังได้ประโยชน์  

 

alt


 

อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลค่าเงิน  ถูก "ซัดจนน่วม" 

 alt

เริ่มตั้งแต่  "ดร. วีรพงษ์ รามางกูร"  หรือ ดร.โกร่ง กูรูเศรษฐกิจ วิจารณ์ ธปท. "หลอกลวงว่าค่าเงินบาทเป็นไปตามภูมิภาค  การพูดเช่นนั้นเป็นการปล่อยให้ผู้ประกอบการและคนไทยต้องดูแลตนเอง ซึ่งหากปล่อยไปตามยถากรรมก็ไม่ควรมี ธปท. และรัฐบาล"

พร้อมกันนี้ ดร.โกร่ง ระบุด้วยว่า

"จริง ๆ ต้องไปโทษ ธปท. ดันไปขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทั้ง ๆ ที่เงินเฟ้อยังไม่เป็นปัญหามากนัก"

 

altตามมาด้วย  "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ"เลขาฯนายก ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้  เขียนบทความลงใน www.korbsak.com เรื่อง "บาทสุดท้าย"  ระบุถึง ปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าว่า ธปท. ต้องดำเนินมาตรการเพื่อชะลอค่าเงินไม่ให้แข็งเร็วเกินไป ทำได้หลายวิธี การแทรกแซงค่าเงินต้องทำอย่างต่อเนื่อง พิมพ์เงินบาทมาซื้อเงินดอลลาร์ฯ แล้วดูดเงินบาทคืนโดยการออกพันธบัตร มาตรการนี้เสียค่าใช้จ่ายมาก ทำให้ ธปท.ขาดทุน แต่ ธปท.ไม่มีทางเลือก และต้องทำมาตรการผ่อนคลายให้เงินไหลออกง่ายขึ้น ควรเร่งเครื่อง  อย่าหน่อมแน้ม ถ้าปล่อยให้เงินทุนไหลเข้าประเทศได้อย่างอิสระ ก็ต้องกล้าปล่อยให้เงินทุนไหลออกแบบสบายๆเหมือนกัน

 

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าบาทแข็งค่าเร็วกว่าสกุลอื่นในภูมิภาคนั้น  เห็นทีธปท.คงปฎิเสธได้ยาก  เมื่อดูจากระดับของเงินบาทต้นปี 2553 อยู่ที่ประมาณ 33.15 - 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  เทียบกับเมื่อ  6 ต.ค.2553  ซึ่งเงินบาทเทียบดอลลาร์แข็งค่าลงไปถึง  29.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  เงินบาทแข็งค่าเกินกว่า 10 % แล้ว เป็นรองก็เพียงแต่ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 13 % เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2552


อย่างไรก็ตาม  การวิพาษ์วิจารณ์โดยมองเพียงด้านเดียวก็อาจไม่ค่อยเป็นธรรมต่อธปท.นัก  เพราะในขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น การเข้าแทรกแซงค่าเงินของธปท.ด้วยการซื้อดอลลาร์สหรัฐ   ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ธนาคารกลางในหลายประเทศดำเนินการ    สะท้อนได้ว่าธปท.ไม่ได้นิ่งเฉยต่อภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น  เพียงแต่การเข้าแทรกแซงดังกล่าว ไม่สามารถต้านทานต่อกระแสการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศได้

 

เห็นได้จาก ตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศจาก ณ 30 ธ.ค. 2552 อยู่ที่ 138.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับล่าสุด ณ 1 ต.ค. 2553 อยู่ที่ 164.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 26.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนหลังที่ ธปท.เข้าแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย 2 เดือนหลังทุนสำรองเพิ่มขึ้นถึง 13.3 พันล้านดอลลาร์ (เทียบจากทุนสำรอง ณ 30 ก.ค. อยู่ที่ 151.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กับ ณ 1 ต.ค.ที่ 164.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)  เกือบจะเท่ากับทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นในข่วง7 เดือน  (สิ้นธ.ค.2552- ก.ค. 2553) ซึ่งทุนสำรองเพิ่มขึ้น 13.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


เงินบาทยิ่งแข็งค่าขึ้นเท่าใด ทุนสำรองทางการก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว จากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน  สุดท้ายแล้วธปท. อาจไม่พ้นคำวิจารณ์ "ไม่มีประสิทธิภาพ" ในการบริหารงาน  เมื่อปรากฎผลการดำเนินงานของธปท. ปี 2553 ต้องติดตัวแดง เพราะขาดทุนสูงเป็นประวัติการณ์จากผลของการแทรกแซงค่าเงินด้วยการซื้อดอลลาร์สหรัฐ  เหมือนกรณีผลขาดทุนปี 2549 ซึ่งเป็นปีที่มีการออกมาตรการสำรองเงินทุนนำเข้าระยะสั้น 30%  ธปท.เข้าแทรกแซงค่าเงินจนขาดทุน และถูกวิจารณ์ถึงความไม่มีประสิทธิภาพ


*****ทุนสำรองพุ่ง!ผลกระทบจากนโยบายป้องค่าเงิน

 

ปฏิบัติการของธนาคารกลางในการเข้าซื้อดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินไม่ให้แข็งค่าขึ้นเร็วเกินไป  ไม่เฉพาะกรณีของไทยเท่านั้นที่ทุนสำรองพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว   แต่ธนาคารกลางในหลายประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  (จากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นกันยายน 2553 ) ที่เริ่มเห็นระดับทุนสำรองพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์  หลังจากธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องเข้าแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งเป็นผลกระทบจากประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายดอลลาร์อ่อนค่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตัวเอง  และยังเป็นที่คาดการณ์ด้วยว่า แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าไปอีกนาน

 

" สงครามค่าเงิน"กลายเป็นประด็นที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตั้งข้อสังเกตและออกมาแสดงความเป็นห่วงผลกระทบจากนโยบาย easy money ของประเทศพัฒนาแล้ว ที่สกั้นไม่ให้สกุลเงินของพวกตนแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

 

" เริ่มมีแนวคิดว่ามีการใช้สกุลเงินเป็นอาวุธเชิงนโยบาย และการแปลงแนวคิดเป็นการปฏิบัติ จะกลายเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลทางลบและผลกระทบระยะยาวที่สร้างความเสียหาย "  โดมินิก สเตราส์-คาห์น กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟกล่าว

 

ถึงกระนั้น  ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกาเมื่อ 9 ต.ค. ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน กลับไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้

 

ขณะที่ รมว.คลัง "กรณ์"  ซึ่งเดินทางเข้าร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เมื่อ 8-9 ต.ค.ด้วยนั้น ระบุว่า พยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพร้อมกับเพื่อนๆประเทศอาเซียนด้วย  ที่คุยกับประเทศมหาอำนาจให้เล่นตามกฎกติกาเดียวกัน เพราะพวกเรา (ประเทศกำลังพัฒนา)เล่นตามกติกา แต่ประเทศขนาดใหญ่ทำให้ตัวเองได้เปรียบ ขณะที่ประเทศเล็กอย่างเราได้รับผลกระทบ

 

ความหวังในความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน  จึงอยู่ที่การประชุมสุดยอด จี20 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีการเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมกันเร่งหาทางออกแก้ไขปัญหาค่าเงิน

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล    ผู้บริหารส่่วนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ระบุในบทความ  "สงครามค่าเงิน" โดยอธิบายว่า  ปัญหาจริง ๆ อยู่ที่ (1) ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงของสหรัฐที่ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและทำให้ค่าเงินอื่นแข็งขึ้นเทียบกับดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นสวิตเซอร์แลนด์ หรือประเทศตลาดเกิดใหม่ในลาตินอเมริกาและเอเชีย เช่น บราซิลเกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย
        
 (2) สภาพคล่องจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป ที่ถูกปั๊มออกมาเพื่อช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของตนแต่เนื่องจากผู้บริโภคและบริษัทของสหรัฐและยุโรปไม่ได้ต้องการสภาพคล่องเหล่านั้นเงินที่ถูกปั๊มออกมาส่วนหนึ่งจึงหลั่งไหลไปยังประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่น่ากังวลใจก็คือระบบการเงินและตลาดทุนของประเทศกำลังพัฒนามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่มาจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่กำลังหลั่งไหลกันมา
         
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายเชิงนโยบายของประเทศต่าง ๆ กับความท้าทายรอบนี้ คือหาหนทางดูแลตนเองให้สามารถอยู่ได้กับยุคค่าเงินแข็งและยุคเงินทุนจำนวนมากที่กำลังไหลเข้ามาท่วมระบบ โดยบรรเทาผลกระทบต่อค่าเงินให้อยู่ในระดับที่จำกัด

 

****เปิดตัวเลขทุนสำรองแบงก์กลาง

ผลจากปฎิบัติการ "แทรกแซงค่าเงิน" ทำให้หลายประเทศมีระดับของทุนสำรองที่สูงเป็นประวัติการณ์ เช่น  เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยกระทรวงการคลังได้เข้าแทรกแซงตลาดเป็นเงิน 2.55 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของญ๊่ปุ่น
 
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นออกมา เปิดเผยว่าระดับของทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ 30 กันยายน 2553 เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน อยู่ที่ระดับ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ  39.45 พันล้านดอลลาร์จากเดือนก่อนหน้า จากที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของญี่ปุ่นเคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 1.07 ล้านล้านดอลลาร์ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2552  ขณะที่ผลจากการเข้าแทรแซงค่าเงินของญี่ปุ่น กลับทำให้เยนอ่อนค่าได้เพียงระยะสั้น จนมีแนวโน้มว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งที่ 2 หากจำเป็น

 

ธนาคารกลางฟิลิปปินส์เปิดตัวเลขทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ณ กันยายน 2553 พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระดับใหม่ที่ 5.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น  7.2% จากเดือนก่อนหน้านี้ 

 

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย เปิดเผยทุนสำรองเงินตราประเทศเพิ่มขึ้นแตะ 8.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน จากระดับ 8.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม เนื่องจากยอดส่งออกและเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศที่สูงขึ้น

 

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเกาหลีใต้ สิ้นก.ย. อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากระดับเดือนส.ค.ที่ 4.42 พันล้านดอลลาร์

 

ทางด้าน รัฐมนตรีคลังของอินเดีย "ประนับ  มุคเคอร์จี" ออกมาเตือนว่าการที่บางประเทศสำรองเงินตราต่างประเทศไว้มาก ๆ และขาดดุลการคลัง จะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ยังเตือนให้ระวังอันตรายจากแนวโน้มการค้าที่ไม่ได้สมดุลด้วย

 

ยังมีรายงานด้วยว่า ธนาคารกลางอินเดียประกาศในที่ประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯว่า อินเดียอาจเข้าแทรกแซงตลาดเงิน หากกระแสเงินทุนไหลเข้าส่งผลกระทบสูงจนทำให้เงินรูปีห์แข็งค่ามากที่สุด หรือประมาณ 5% เช่นในเดือนที่ผ่านมาอีก ซึ่งเป็นผลมาจากการไหลเข้าของเงินลงทุนจากทั่วโลกในตลาดหุ้นอินเดียสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

****ตรึงดอกเบี้ยต่ำสุดหนีเงินทุนทะลัก

นอกเหนือจากปฏิบัติการของธนาคารกลางในการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อปกป้องเงินตัวเองไม่ให้แข็งค่าแล้ว ยังพบว่า ธนาคารกลางหลายประเทศยืนนโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ  คือ  1.ป้องกันการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศเนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และ 2.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่แข็งแกร่ง

 

 เมื่อ 5 ต.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ  ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 0.1% ลงมาอยู่ที่ระดับ 0 ถึง 0.1 % ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี นับ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2551 เพื่อปกป้องเศรษฐกิจที่กำลังฟื้น ตัวอย่างเปราะบาง

 

ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็น ประวัติการณ์ที่ 6.5% ในการประชุม 5 ต.ค. โดยระบุว่า การที่อัตราการขยายตัว ของเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียอยู่ใน ระดับสูงกว่าประเทศอื่นๆนั้น ทำให้กระแสเงินทุนจากทั่วโลกไหลเข้าสู่อินโดนีเซียจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะสูงขึ้นอีกในอนาคต จึงทำ ให้ธนาคารกลางต้องจับตาดูสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

 

ธนาคารกลางออสเตรเลีย คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.5% ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ที่คาดว่า ธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น  4.75% ซึ่งถือเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมมาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว      
 
ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย ออกมาส่งสัญญาณครั้งล่าสุดว่า ธนาคารกลางมาเลเซียอาจหยุดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของมาเลเซียที่ระดับ 2.75% ขณะนี้ถือเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว

 

อัตราดอกเบี้ย
ญี่ปุ่น ปรับจาก 0.1% เป็น 0-0.1%
อินโดนีเซีย คงอัตราดอกเบี้ยที่ 6.50%
ออสเตรเลีย คงอัตราดอกเบี้ยที่ 4.50%
อังกฤษ คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5%
อีซีบี(ยุโรป)  คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.0%
มาเลเซีย คงอัตราดอกเบี้ย 2.75%

    

**** ธปท.เสียงอ่อนยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย20ต.ค.นี้


หันกลับมาดูนโยบายดอกเบี้ยไทย  ซึ่งถูกพาดพิงว่านโยบายดอกเบี้ยของธปท. ที่มีนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเร่งตัวในปี 2554 เป็นตัวดึงให้เงินทุนไหลเข้าและทำให้เงินบาทแข็ง  ยิ่งข้อเรียกร้องขยายวงกว้าง  แรงกดดันไปยังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมกันในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ก็ย่ิ่งมากขึ้น

 

กนง.20 ต.ค.นี้ คงต้องตัดสินใจอย่างหนัก ก่อนที่จะมติต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งปัจจุบันอยู่ ที่ระดับ 1.75% ต่อปี  เป็นการชั่งน้ำหนักระหว่าง "เงินเฟ้อ" ซึ่งกนง. เท่านั้นที่เห็นข้อมุลในมือถึงแนวโน้มการเร่งตัวของเงินเฟ้อในปี 2554  กับ ประเด็น"ค่าเงิน" 

 

altแม้ว่าก่อนหน้านี้ อดีตผู้ว่าการธปท. "ดร.ธาริษา วัฒนเกส" เคยกล่าวก่อนพ้นตำแหน่งว่า "หากรอให้ปัญหา(อัตราเงินเฟ้อ) มาถึง ก็อาจจะต้องใช้ยาหม้อใหญ่ ซึ่งธปท.ไม่ อยากทำ"

 

 

 

 

ขณะที่ในการประชุมกนง. 20 ต.ค. จะเป็นครั้งแรกที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ "ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" ร่วมประชุมกับกนง.  alt

ซึ่งใน กนง.ประกอบด้วย  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.คนใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการ ,ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธปท. (การลาออกจะมีผล 1 พ.ย.) , ดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธปท. , ดร.อำพน  กิตติอำพน อดีตเลขาธิการ สภาพัฒน์ฯ ,ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการ , นายศิริ การเจริญดี และ นายเกริกไกร จีระแพทย์ 

 

ซึ่งคณะกรรมการในกนง. บางท่านออกมาให้ความเห็นในทำนองว่า  เงินบาทที่แข็งค่าขณะนี้ ช่วยชะลอการเร่งตัวของเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุม 20 ต.ค.นี้ ในจังหวะที่มีเสียงเรียกร้องให้ธปท.ลดดอกเบี้ย 0.50-0.75% มาจากแนวคิดของดร.โกร่ง และเสียงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ "ค่าเงิน" กลายเป็นวิวาทะ  ขอยกบทความหนึ่งที่ออกมาเมื่อ ปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมานี้  เขียนโดย "ดร. รุ่ง มัลลิกะมาส"   ผู้บริหารส่วนพยากรณ์เศรษฐกิจและวิเคราะห์เสถียรภาพ  ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. เรื่อง "ธปท. ต้องมองกว้าง คิดไกล ไม่บิดเบือน ที่อธิบายถึงเหตุผลในการดำเนินนโยบายการเงิน และจุดยืนของธปท. แม้ความเห็นดังกล่าวจะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวก็ตาม
 

 

สำหรับ ธปท. ขณะนี้คงไม่มีเสียงใดดังเท่ากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ส่งออกที่กล่าวหาว่า ธปท. ไม่ทำงาน เพราะไม่แทรกแซงให้เงินบาทอ่อนค่าลง รวมไปถึงเสียงเรียกร้องให้ออกมาตรการอื่นเพื่อหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินบาท

จะว่าไปทุกครั้งที่เงินบาทแข็งค่าก็มีเสียงสะท้อนเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะต่อให้ผู้ส่งออกขายของได้จำนวนชิ้นเท่าเดิมเนื่องด้วยอุปสงค์ในตลาดโลกยังขยายตัว และเป็นที่ทราบกันดีว่าอุปสงค์ในตลาดโลกมีผลต่อการส่งออกมากกว่าปัจจัยค่าเงินเป็นไหนๆ แต่เมื่อแปลงรายได้เงินตราต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาท ผู้ส่งออกจะได้รับเงินบาทน้อยลง กำไรที่คิดเป็นเงินบาทน้อยลง สภาพคล่องลดลง ทำธุรกิจได้ยากขึ้น

แต่การที่ ธปท. จะทำตามคำเรียกร้องของผู้ส่งออกหรือไม่ มีข้อเท็จจริงอย่างน้อย 3 ประการที่ต้องคำนึงถึง

ประการแรก ค่าเงินบาทเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้าง มีทั้งผู้ที่เสียประโยชน์และได้ประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่า ดังนั้น ในขณะที่ฟังเสียงบ่นของผู้ส่งออก ต้องไม่ลืมนึกไปถึงผู้บริโภคที่ซื้อน้ำมันได้ในราคาที่ถูกลง ผู้ผลิตที่นำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย ได้ถูกลง ผู้ประกอบการที่ซื้อเครื่องจักรจากต่างประเทศมาปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มคุณภาพสินค้าได้สะดวกขึ้น รวมไปถึงลูกหนี้ที่จะจ่ายเงินบาทน้อยลงเมื่อมีการคืนหนี้ต่างประเทศ
 

ประการที่สอง จริงอยู่ว่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะไม่ดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะทำให้ภาคส่งออกลำบากขึ้น แต่สิ่งที่จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คือ การติดอยู่ในกับดักของระยะสั้น คิดแต่ประโยชน์ในระยะสั้นๆ แทนที่จะคิดว่าในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะยืนอยู่บนเวทีการค้าโลกที่นับวันจะมีแต่การแข่งขันรุนแรงขึ้นได้อย่างไร ประเทศไทยไม่ได้มีปัจจัยแรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือเฟือเหมือนบางประเทศ นับวันโอกาสที่จะสู้ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำมีแต่จะหมดไป ดังนั้น หนทางเดียวที่จะอยู่รอดได้ต่อไปภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ คือ การสู้ด้วยคุณภาพสินค้า ซึ่งต้องมาพร้อมกับการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและเครื่องจักร ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นขณะนี้จะเอื้อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทำสิ่งนี้ได้ง่ายขึ้น ผลดีที่จะเกิดต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาวต้องนำมาชั่งน้ำหนักกับผลเสียในระยะสั้นด้วย

ประการที่สาม ความสามารถในการฝืนโลกมีจำกัด ใครที่ติดตามดูงบดุลของ ธปท. จะเห็นชัดเจนว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อ “ซื้อเวลา” ให้ภาคเศรษฐกิจจริงปรับตัวต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ข้อเท็จจริงที่ว่าเงินทุนไหลเข้าเพิ่งมารุนแรงในช่วงไม่นานมานี้ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองยุติ แต่ ธปท. ได้แทรกแซงเงินบาทต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ชี้ให้เห็นว่าแรงผลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าไม่ได้มาจากเงินทุนไหลเข้าเท่านั้น แต่เป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งส่วนนี้มาจากรายได้เงินตราต่างประเทศของคนไทยกันเอง

แม้เงินตราต่างประเทศที่ ธปท. ซื้อมาแล้วมีจำนวนมหาศาล แต่ก็ไม่สามารถหยุดแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทได้ คล้ายกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีการเข้าแทรกแซงแต่ค่าเงินยังแข็งขึ้นถ้วนหน้า เพราะตราบใดที่ประเทศมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และดูท่าว่าจะมีอัตราการเติบโตโดดเด่นเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก ค่าเงินควรจะแข็งขึ้นเพื่อสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี เหมือนกับคนทำงานเก่งที่ค่าตัวก็ควรจะแพงขึ้น ไม่ใช่ถูกลงหรือเท่าเดิม
เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงทั้ง 3 ประการนี้แล้ว ธปท. ควรยึดหลักการใดในการดำเนินนโยบาย

ในความเห็นของผู้เขียน อย่างแรก ธปท. ในฐานะธนาคารกลางควรมีความเป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แต่ต้องคิดถึงคนทุกกลุ่ม ทำให้ต้องมีจิตใจหนักแน่น ไม่ซวดเซเพราะคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่รับฟังนำมาตรึกตรองพิจารณา อย่างที่สอง ธปท. มีข้อมูลและมองเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโลกในอนาคต ตลอดจนผลที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทย ต้องช่วยมองไปข้างหน้าไกลๆ และชั่งน้ำหนักให้รอบคอบระหว่างผลในระยะสั้นกับผลในระยะยาว และอย่างที่สาม เมื่อรู้ว่าการฝืนโลกหรือการฝืนธรรมชาติเป็นไปไม่ได้อย่างจีรังยั่งยืน ธปท. ต้องไม่กระทำสิ่งใดหรือสื่อสารกับผู้ประกอบการและประชาชนในเชิงให้ความหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น การให้ความหวังว่า ธปท. สามารถฝืนให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจได้เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดความนิ่งนอนใจ การปรับตัวต่างๆ ที่ควรเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจแทนที่จะถูกเร่งรัดให้ทันการณ์กลับจะยิ่งล่าช้าออกไป

ดังนั้น ในภาวะปัจจุบัน ธปท. ต้องรับแรงกดดันมาก เพราะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีกับผลเสีย ทั้งในมุมมองที่กว้าง มุมมองที่ไกล รวมถึงต้องสื่อสารกับสาธารณชนแบบไม่สร้างความคาดหวังที่เกินจริง โดย ธปท. ไม่สามารถดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในระบบเศรษฐกิจ เพราะชัดเจนแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้

ดร. รุ่ง มัลลิกะมาส
ผู้บริหารส่วน
ส่วนพยากรณ์เศรษฐกิจและวิเคราะห์เสถียรภาพ

 

และในขณะที่ธนาคารกลางในหลายประเทศนำมาตรการต่างๆมาใช้รับมือและลดผลกระทบการแข็งค่าของสกุลเงิน จากเงินทุนที่ไหลเข้า ธปท.และรัฐบาล ก็มีมาตรการออกมาเป็นระยะๆ เช่นกัน แต่มาตรการเหล่านี้ ช่วยได้เพียงการบรรเทาผลกับผู้ที่ถูกผลกระทบจาก "บาทที่แข็งค่า" เพราะทั้งธปท.และรัฐบาลต่างยอมรับว่าไม่สามารถฝืนกระแสเงินทุนโลกได้

 

มาตรการที่ประกาศและมีผลบังคับใช้แล้ว

มาตรการลดผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า
(ครม.อนุม้ติเมื่อ 12 ต.ค. 2553)

-มาตรการชะลอการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ โดยการจัดเก็บภาษี 15% จากกำไรและดอกเบี้ยในพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนต่างชาติที่เป็นธุรกรรมใหม่ เดิมทียกเว้น ทั้งนี้ ครอบคลุมพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผลตั้งแต่ 13 ต.ค.2553)

-รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เร่งเบิกจ่ายงบลงทุน/นำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศ เป็นมูลค่าประมาณ 4.89 หมื่นล้านบาท (1.63 พันล้านดอลลาร์ฯ) เพื่อให้มีแรงซื้อเงินตราต่างประเทศ เเละเร่งจองเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

-โครงการ 1 ปีในการช่วยเหลือการทำ Forward Contract ให้กับ SMEs ที่ส่งออก ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ รายละไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์ฯ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถทำการขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าในอัตราที่ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น

-โครงการสนับสนุนหลักประกันในการทำ Forward กับธนาคารพาณิชย์ โดยบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันตั๋วสัญญาที่ใช้เป็นหลักประกันในการทำ Forward เพื่อให้ผู้ส่งออกมีหลักประกันเพิ่มเติมในการทำ Forward โดย SMEs ที่ส่งออกจ่ายค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเพียง 0.75%

-โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่ SMEs ที่ส่งออก ผ่านการดำเนินการของสถาบันการเงินของรัฐ ประกอบด้วย ในกรณีที่ผู้ส่งออกไม่มีหลักประกัน จะได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการ Packing Credit วงเงิน 5,000 ล้านบาทโดยจะค้ำประกันโดยบสย. หรือสามารถเข้าร่วมโครงการเสริมสภาพคล่องวงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยบสย.จะค้ำประกัน 50% ของวงเงินที่ขอสินเชื่อเพิ่มเติม ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10% ของมูลค่าส่งออกในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท โดยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ MLR (ของธ.ออมสิน) -1.5% ระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นเป็นอัตราปกติ และชำระหนี้คืนได้ภายใน 5 ปี

โครงการสินเชื่อเงินตราต่างประเทศวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อ SMEs ส่งออก รายละไม่เกิน 300,000 ดอลลาร์ฯ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่ Libor + 3% ระยะเวลา 1 ปี และพร้อมอนุมัติได้ภายใน 3 วัน

 

5 มาตรการผ่อนคลายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

1.ให้นิติบุคคลลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือที่อยู่ในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่เจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินกำหนด
2. อนุญาตให้นิติบุคคลให้กู้ยืมแก่กิจการที่ไม่ใช่กิจการในเครือได้เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกินปีละ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
3.เพิ่มวงเงินที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศ ประสงค์จะโอนเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือที่พักอาศัยในต่างประเทศจากไม่เกินรายละ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็นไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
4.เพื่อให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีความคล่องตัวในการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อฝากไว้กับสถาบันการเงินในประเทศ ในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit) จึงผ่อนคลายให้ในกรณีที่ไม่มีภาระผูกพัน ให้มียอดคงค้างในบัญชีได้ไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่เจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินกำหนด
5.ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่ต้องนำเงินเข้าประเทศจาก 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น50,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

มาตรการผ่อนคลายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ

1. ผ่อนผันให้บริษัทในประเทศที่มีแหล่งเงินได้ค่าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ โอนเงินตราต่างประเทศในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศพื่อ ชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ บริษัทอื่นในประเทศได้
ผล : การผ่อนคลายดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าและบริการระหว่างประเทศสามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างคล่อง ตัวมากขึ้น และช่วยลดต้นทุนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

2. ผ่อนผันการยื่นแบบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศสำหรับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา รวม ทั้งผ่อนผันการยื่นเอกสารหลักฐานประกอบ การทำธุรกรรมดังกล่าว
โดยให้ยื่นเฉพาะเอกสารแจ้งวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม

ผล : การผ่อนคลายดังกล่าวจะช่วยลดภาระและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้สามารถทำธุรกรรมเงินตรา ต่างประเทศได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ฝ่ายนโยบายการเงิน

 

หรือแม้แต่ มาตรการล่าสุด  เมื่อ 12 ต.ค. 2553  ซึ่งครม.อนุมัติมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอเพื่อลดผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง "กรณ์" ยอมรับว่า  เป็นมาตรการเพื่อลดผลกระทบและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ถูกกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่ไม่ใช่มาตรการแก้ปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้ เพราะคงไม่สามารถฝืนกระแสเงินทุนโลกที่มีจำนวนมหาศาลได้

 

คาดการณ์ว่า  ปัญหา "ค่าเงิน" ยังคงคุกคามประเทศกำลังพัฒนาต่อไปอีกนาน  ตราบใดที่ปัญหายังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อหาข้อยุติร่วมกันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งไม่มีใครกล้าการันตีว่าความร่วมมือในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่  

 

Read : 3980 times

jL Poll Module1

เงินจ่ายคืนภาษีรถคันแรกปีนี้ไม่พอ คลังขอใช้งบกลาง/เงินคงคลังหมื่นล.ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

ห่วงศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีนายกฯ จุดชนวนรุนแรง ท่านเชื่ออย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส หวย เตาอบ ตู้กดน้ำ