HomePR.คอลัมน์ : การค้า-ส่งออก 'กมลกิจ'ลดความเสี่ยงขายข้าวนึ่ง

'กมลกิจ'ลดความเสี่ยงขายข้าวนึ่ง

พิมพ์

altกลุ่มกมลกิจกรุ๊ปผวา สหรัฐฯ ยุโรป บุกตลาดข้าวนึ่งเอเชียและแอฟริกา แถมค่าเงินบาทแข็งค่า ข้าวนึ่งไทยเสียเปรียบ เตรียมเพิ่มผลิตภัณฑ์ข้าวนึ่งเกรดพรีเมียมและข้าวหอมมะลิ หวังรักษาเป้ายอดขาย 6,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่สถานการณ์น้ำมันพืช หวั่นขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต 
 นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท กมลกิจกรุ๊ปฯ ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ และผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันพืช รำข้าว ,ถั่วเหลือง ,เมล็ดดอกทานตะวัน ตรา "ชิม" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าบริษัทมีเป้าหมายจะเพิ่มผลิตภัณฑ์จากเดิมเน้นการส่งออกข้าวนึ่งเป็นหลัก โดยจะเพิ่มการส่งออกข้าวนึ่ง เกรด พรีเมียมและข้าวหอมมะลิ ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีข้าวนึ่งจากสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เข้ามาทำตลาดในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งล้วนเป็นตลาดเป้าหมายของไทย ดังนั้นทางกลุ่มกมลกิจ จึงต้องปรับเปลี่ยนแผนการตลาดและเพิ่มผลิตภัณฑ์ โดยผลิตข้าวนึ่งเกรดพรีเมียมและข้าวหอมมะลิเข้าไปเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป
 สำหรับเป้าหมายอดขายของบริษัทปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท เป็นยอดขายจากการค้าข้าวประมาณ 4,500 ล้านบาท และจากน้ำมันพืช 1,500 ล้านบาท ปัจจัยลบของการส่งออกข้าวนึ่งปีนี้ คือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ข้าวนึ่งของไทยค่อนข้างแพงและเสียเปรียบคู่แข่งขันอย่างสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตีตลาดในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกามากขึ้น ประกอบกับราคาข้าวนึ่งที่สูงกว่าข้าวอื่นๆเช่นข้าวสาลี ข้าวโพด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่กลุ่มกมลกิจต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อรักษาเป้าหมายยอดขายไม่ให้ต่ำกว่าปัจจุบัน
นางสาวกอบสุข กล่าวอีกว่า ในปีหน้าการแข่งขันข้าวนึ่งในตลาดโลกจะลำบากแม้ว่าอินเดียจะยังไม่ส่งออกข้าวนึ่ง เนื่องจากต้องเผชิญการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐอเมริกา ส่วนสถานการณ์น้ำมันพืชนั้นค่อนข้างลำบากเพราะวัตถุดิบมีน้อย และราคาแพง
 อนึ่ง การค้าข้าวโลกอยู่ที่ประมาณ 30 ล้าน ตัน เป็นการค้าข้าวนึ่งประมาณ 3 ล้านตัน หรือคิดเป็น 15-17% ของตลาดข้าวทั้งหมด โดยไทยส่งออกข้าวนึ่งประมาณ 2 ล้านตัน หรือประมาณ 40% ของการส่งออกข้าวนึ่งรวมในตลาดโลก
 กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวของโลกในปี 2553/54 เพิ่มขึ้นเป็น 459.4 ล้านตันข้าวสาร หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4.0%และปริมาณการผลิตข้าวในตลาดโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะในอินเดีย และฟิลิปปินส์ กล่าวคือ ปริมาณการผลิตข้าวของอินเดียจะกลับมาอยู่ในระดับ 99.0 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 13.1%  เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนปริมาณการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 10.8 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 10.7%  เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดการณ์ว่าประเทศผู้ผลิตข้าวสำคัญของโลก 10 อันดับแรกมีปริมาณการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น
 ส่วนประเทศที่เป็นผู้นำเข้าข้าวสำคัญของโลก ในปี 2554 ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวอันดับหนึ่ง แต่คาดว่าปริมาณการนำเข้าลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการผลิตข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับไนจีเรียมีแนวโน้มนำเข้าข้าวมากขึ้นในปี 2554 และจะกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวอันดับสองของโลก แต่ปริมาณการนำเข้ายังน้อยกว่าในปี 2552 ประเทศที่น่าจับตามอง คือ อิหร่านและซาอุดีอาระเบีย ที่คาดว่าจะมีปริมาณการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,582 11-13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

 

Read : 5640 times

jL Poll Module1

ท่านคิดว่าโปรเจ็กรัฐอันไหนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด



 

Poll (2)

ได้คูปองกสทช.มาแล้ว ท่านจะตัดสินใจใช้อย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*