Homeเศรษฐกิจโลกคอลัมน์ : ข่าวหน้า1 สมุนไพรไทยลุ้นงบ ตั้งรง.กลาง800ล้าน

สมุนไพรไทยลุ้นงบ ตั้งรง.กลาง800ล้าน

พิมพ์

สมุนไพรไทยเร่งยกระดับรับมืออาฟต้า สถาบันแพทย์แผนไทยลุ้นของบ 800 ล้านบาท ตั้งโรงงานกลางผลิตสินค้าแข่งจีน-อินเดีย  วาดเป้าลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้สูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปีในอีก 3 ปีข้างหน้า 
 ภ.ก.สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้จัดการศูนย์พัฒนายาไทยและสมุนไพร สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เพื่อเป็นการรองรับเปิดเสรีการค้าอาเซียนหรืออาฟต้า ทางศูนย์มีแผนจะยกระดับมาตรฐานสินค้า และเพิ่มศักยภาพในกลุ่มสมุนไพร ให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาสินค้าในกลุ่มสมุนไพร จนเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ประกอบกับผู้ผลิตยาสมุนไพรในประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีการผลิตยาสมุนไพรเพียงแห่งละ 1-2 ตำรับ ซึ่งมีมากถึง 1,700 แห่ง หากจะให้ผู้ผลิตเหล่านี้ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ ด้วยการปรับปรุงโรงงานซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 30-40 ล้านบาทต่อแห่ง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ตามลำพัง
  ดังนั้น ล่าสุดทางศูนย์จึงได้เสนอโครงการ ให้รัฐบาลจัดตั้งโรงงานกลางเพื่อผลิตยาสมุนไพร ใช้เงินลงทุนประมาณ 800 ล้านบาท ขั้นตอนอยู่ระหว่างการนำเสนอรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ โดยโรงงานดังกล่าวจะดำเนินการโดยภาครัฐ ที่ให้การสนับสนุนด้านสถานที่ ตัวโรงงานและเงินลงทุน ขณะที่การบริหารงานจะให้ภาคเอกชนเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว เนื่องจากภาคเอกชนมีความชำนาญในการค้าขาย และสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจมากกว่าภาครัฐบาล ทั้งนี้โรงงานดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้ยาสมุนไพรไทย สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ รวมถึงเป็นการช่วยให้ประเทศไทย ลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศให้ได้ 10,000 ล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้ายาจากต่างประเทศมากถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี
 "ขั้นตอนในขณะนี้อยู่ระหว่างการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา คาดว่าจะสามารถขออนุมัติเงินงบประมาณได้ ในปีงบประมาณ 2555 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 2 ปี เนื่องจากแบบโครงสร้างของโรงงานได้เขียนเตรียมไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนสถานที่ก่อสร้างนั้น ภาครัฐจะเป็นผู้พิจารณาว่าเป็นที่ใด เนื่องจากรัฐบาลมีที่ดินหลายแห่งที่สามารถก่อสร้างโรงงานได้ ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวจะคล้ายกับประเทศจีน ที่ภาครัฐบาลให้การสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานกลาง เพื่อผลิตยาสมุนไพรสำหรับส่งออก นำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินมหาศาล"
 อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยกระดับสมุนไพร ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน ทางภาครัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการเรื่องเร่งด่วนใน 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การยกระดับโรงงานขนาดเล็ก ที่มีจำนวน 1,700 แห่ง  ให้สามารถเพิ่มศักยภาพสินค้าและแข่งขันกับคู่แข่งได้ โดยอาจให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม 20 รายต่อ 1 กลุ่ม เพื่อ จัดตั้งโรงงานกลางในการผลิตสินค้าป้อนแต่ละราย โดยที่โรงงานอาจจะเข้าไปตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนในด้านการลงทุน 2. การร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบในระยะยาว เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีการสำรวจพื้นที่การปลูกสมุนไพรของภาคเกษตรกรในประเทศไทย ว่ามีมากน้อยแค่ไหน และเมื่อสมุนไพรชนิดใดได้รับความนิยม ก็มักจะเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ อีกทั้งสมุนไพรบางตัวต้องใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวนานหลายปี
 3.การผลักดันให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ประจำจังหวัด สนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลเพียง 300 แห่งที่มีการใช้ยาสมุนไพร แต่ยังติดปัญหาในเรื่องการเบิกยา ที่ต้องผ่านโรงพยาบาลกลางประจำจังหวัด ที่ไม่ให้ความสำคัญกับการสั่งยาสมุนไพรมากนัก ซึ่งทางศูนย์ได้เร่งประชาสัมพันธ์ และส่งจดหมายชี้แจงไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัดแล้ว โดยต่อไปหากมีการสั่งซื้อมากขึ้น จะทำให้ยาสมุนไพรสามารถเข้าไปถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ที่มีจำนวน 30,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยผลักดันนโยบายการลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ ตามแผนงานที่วางไว้ และ4. การเร่งแก้ไขข้อกฎหมายให้สามารถนำความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ มาผสมผสานในการพัฒนาคุณภาพยาสมุนไพรได้ เนื่องจากปัจจุบัน การผลิตยาสมุนไพรได้กำหนดว่า จะต้องผลิตโดยใช้รูปแบบเดิมเท่านั้น ทำให้สมุนไพรไทยไม่มีการพัฒนา เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก
 นอกจากนี้ จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะยาในกลุ่มลูกกลอน ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐได้จับกุมผู้ผลิตยาปลอม โดยใช้สารอันตราย โดยเฉพาะสเตียรอยด์เป็นส่วนผสม ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ยาลูกกลอนเป็นยาอันตราย ซึ่งส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,613
  27 กุมภาพันธ์ - 2  มีนาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 4017 times

jL Poll Module1

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำเป็นต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินหรือไม่


 

Poll (2)

การพูดของนายกฯเพื่อรายงานผลงานต่างๆ ท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*