งาน แสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในระดับสากล

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 สองงานใหญ่ระดับโลกที่จัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ...อ่านต่อ
Homeลงทุน-อุตฯลงทุน-อุตสาหกรรม 'โรงถลุงเหล็กไทย'มหากาพย์ 20ปี

'โรงถลุงเหล็กไทย'มหากาพย์ 20ปี

พิมพ์

วิน วิริยประไพกิจวิน วิริยประไพกิจการผลักดันให้เกิดโรงถลุงเหล็กขึ้นในประเทศไทยกลายเป็นมหากาพย์ที่ร่ายยาวมานานกว่า 20 ปี และในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ระหว่างปี 2532-2538 ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยเติบโตในอัตราที่สูงมากส่งผลให้อุปสงค์ของเหล็กเพิ่มขึ้นมาก  ยุคนั้นจึงเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างคึกคัก ก่อนที่จะถูกเบรกหัวทิ่มด้วยพิษวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลทำให้ภาคอสังหาฯกลับมาซบเซาลง กระทบต่อเนื่องมาถึงภาคก่อสร้างที่ชะลอตัวลง รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเหล็กแผ่นทรงยาวและเหล็กแผ่นทรงแบน
++สู่เจเนอเรชัน2เต็มสูบ
 ปี 2546 หลังจากสถานการณ์โดยรวม กลับปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง  เมื่อราคาเหล็กในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้น อุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์เหล็กภายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเหล็กหลายรายเริ่มมีความก้าวหน้าในการฟื้นฟูกิจการ มีการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้หนี้สินลดลง ขณะที่บางรายก็เกิดการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
 เมื่อสถานะการเงินของผู้ประกอบการเหล็กกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือความแน่วแน่ในการตั้งโรงถลุงเหล็กเครือสหวิริยาที่ส่งผ่านจากยุคพ่อ(วิทย์ วิริยประไพกิจ)มาสู่ ยุคลูก(วิน วิริยประไพกิจ) เจเนอเรชันที่ 2
        เมื่อบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ มีแผนลงทุนตั้งโรงงานผลิตเหล็กแบบครบวงจรใน 2 พื้นที่คือที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ และที่อ.ประทิว จ.ชุมพร  โดยมีขนาดกำลังผลิตรวมมากถึง 30 ล้านตัน/ปี โดยใช้เงินลงทุนมากถึง 524,200 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 5 เฟส ซึ่งโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมจากบีโอไอ เฉพาะเฟสแรกที่ 5 ล้านตัน/ปี ลงทุนรวม 90,200 ล้านบาท  จะก่อสร้างโรงถลุงเหล็กโดยใช้เตาBlast Furnace และBasic Oxygen Furnace ขนาด 4.5 ล้านตัน/ปี(ตามข้อมูลจากบีโอไอ)
 หลังจากนั้นเมื่อปี 2550 เครือสหวิริยาปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์"ฐานเศรษฐกิจ"  จากการนำเสนอข่าว"พับโรงถลุงเหล็กแสนล."ลงในฉบับที่ 2,194 ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2550  โดยรายงานถึงสถานภาพของโรงถลุงเหล็กเครือสหวิริยา สำหรับโครงการที่ได้รับส่งเสริมไปแล้วในเฟสแรก   แต่กลับต้องถูกถอนบัตรส่งเสริมไปก่อน  เนื่องจากไม่ได้เดินไปตามเงื่อนไขเรื่องทุนจดทะเบียน
 เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ให้เหตุผลในตอนนั้นว่า
 สถานภาพของโครงการตั้งโรงถลุงเหล็กของเครือสหวิริยาที่บีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมไปก่อนหน้านี้ ได้พ้นอายุการออกบัตรส่งเสริมไปแล้ว  ซึ่งตามกรอบเวลาที่กำหนดโครงการดังกล่าวจะต้องออกบัตรส่งเสริมได้ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550   แต่โครงการดังกล่าวไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขที่บีโอไอกำหนดไว้ว่าจะต้องมีทุนจดทะเบียน 31,000 ล้านบาท เพื่อแสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการดังกล่าวได้  แต่เมื่อปฏิบัติไม่ได้ตามนั้นก็ต้องยกเลิกการอนุมัติให้การส่งเสริมไปโดยอัตโนมัติ และถ้าโครงการนี้จะลงทุนต่อไปก็ต้องมายื่นขอส่งเสริมใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่โครงการดังกล่าวจะกระทำได้
 ในขณะที่ผู้บริหารในเครือสหวิริยาก็ให้เหตุผลในความล่าช้าว่าไม่พร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานจนเป็นประเด็นที่ทำให้ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการลงทุนดังกล่าวไปยังบีโอไอ
++ซื้อโรงถลุงเหล็กพร้อมลุย
 จนถึงวันนี้เมื่อเครือสหวิริยาเห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะเดินหน้าโครงการเหล็กต้นน้ำได้ทั้งในมุมความชัดเจนของนโยบาย การสนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในพื้นที่ลงทุน  ทำให้เครือสหวิริยาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อปลายปี 2553 เมื่อเอสเอสไอได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ Corus UK กิจการในกลุ่ม Tata Steel  เพื่อเตรียมเข้าซื้อโรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast Products  (TCP)เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบให้เอสเอสไอ
++3สถาบันการเงินหนุนแล้ว
 ล่าสุดนายวิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายสินทรัพย์โรงถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าครบวงจร(Teesside Cast Products )ซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษมูลค่าประมาณ 469 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Tata Steel UK Limited ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
โดยการลงนามสัญญาซื้อขายนี้เกิดขึ้นหลังจากการลงนามสนับสนุนทางการเงินได้แก่ สัญญาเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 23,900 ล้านบาท ให้แก่เอสเอสไอ และสัญญาเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 18,000 ล้านบาท ให้แก่ Sahaviriya  Steel Industries UK Limited (SSI UK) จาก 3 สถาบันการเงิน ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทิสโก้
 ทั้งนี้สินทรัพย์ดังกล่าวจะถูกรับมาดำเนินการภายในเดือนมีนาคม 2554 โดยบริษัทย่อยของ เอสเอสไอ คือ SSI UK ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นที่ประเทศอังกฤษ การเข้าทำการซื้อขายครั้งนี้และจะนำไปสู่การจ้างงานที่อังกฤษจะเกิดขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 800 อัตรา โดยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีกว่า700 คน ในโรงถลุงเหล็ก TCP
 "การเข้าซื้อสินทรัพย์ของ TCP จะทำให้เอสเอสไอเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรในระดับเวิลด์คลาส และเป็นกลยุทธ์ของเอสเอสในการขยายธุรกิจ สู่อุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นน้ำ และรองรับกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน และการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กแผ่นแบบครบวงจรรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
 ทำให้สถานภาพของเอสเอสไอ กลายเป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังผลิตสูงสุดที่ 4 ล้านตัน/ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นคุณภาพพิเศษ เพื่อรองรับความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาค

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,614   3-5  มีนาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 8217 times

jL Poll Module1

งบประมาณสสส.ควรมาจากไหน


 

Poll (2)

เห็นอย่างไรลงทุน LTF,RMF จะไม่ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษีอีกแล้ว
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*