งาน แสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในระดับสากล

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 สองงานใหญ่ระดับโลกที่จัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ...อ่านต่อ
Homeลงทุน-อุตฯการค้า-ส่งออก ไทยเร่งFTAทวิภาคีอินเดีย

ไทยเร่งFTAทวิภาคีอินเดีย

พิมพ์

สาธิต  เซกัลสาธิต เซกัลไทยกระทุ้งอินเดียเร่งเจรจาเอฟทีเอระดับทวิภาคี ครอบคลุมเปิดเสรีการค้า การลงทุน และบริการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ หวังชิงได้เปรียบอาเซียน-อินเดียประกาศขยายการค้าเป็น 2.1 ล้านล้านบาทใน 2 ปี ระบุ 5 กลุ่มธุรกิจไทยศักยภาพสูงมั่นใจเจาะตลาดได้เพิ่ม ประธานสมาคมธุรกิจไทย-อินเดีย สั่งจับตาทุนแดนภารตท็อป 100 อันดับแรกจ่อบุกไทย ใช้เป็นฐานผลิตลุยอาเซียนแย่งเค้กญี่ปุ่น-จีน
 นายสาธิต  เซกัล ที่ปรึกษานางพรทิวา  นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานสมาคมธุรกิจไทย-อินเดีย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ติดตามคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนประเทศอินเดียเพื่อร่วมงานแสดงสินค้าอาเซียนในอินเดียที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-7 มีนาคม 2554 ณ กรุงนิวเดลี เพื่อขยายการค้าระหว่างกันหลังจากอาเซียน-อินเดียได้บรรลุความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553  โดยในงานมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และการค้า รวมถึงภาคเอกชนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
ในงานดังกล่าวรัฐมนตรีอาเซียนและอินเดียได้ประกาศเป้าหมายจะเพิ่มการค้าระหว่างกันเป็น 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท(คำนวณที่ 30 บาท/ดอลลาร์)ภายใน 2 ปีนับจากนี้ไป จากในปีที่ผ่านมาการค้าอาเซียน-อินเดียมีมูลค่ารวมกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายได้หารือในการเร่งเจรจาให้ได้ข้อสรุปการเปิดเสรีด้านการลงทุน และบริการภายในปีนี้
 นายสาธิต กล่าวว่า เพื่อชิงความได้เปรียบจากเป้าหมายดังกล่าวให้ตกกับประเทศไทยมากที่สุด ในคราวเดียวกันนี้นางพรทิวาได้หารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์ของอินเดียในการเร่งเจรจาเอฟทีเอระดับทวิภาคีไทย-อินเดียให้ครอบคลุมทุกประเด็นการเจรจา(Comprehensive)ทั้งเปิดเสรีการค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า (จากก่อนหน้านี้มีผลบังคับใช้เพียง 82  กลุ่มสินค้านำร่องเท่านั้น) การเปิดเสรีด้านการลงทุน การบริการ และอื่นๆ ในระดับที่เปิดเสรีมากกว่าเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย ซึ่งรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองฝ่ายยืนยันจะเร่งหาข้อสรุปความตกลงให้ได้ภายในปีนี้
 "หากมีการเปิดเสรีการค้า การลงทุน และบริการไทย-อินเดียจะเป็นประโยชน์กับไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวที่อินเดียมาเที่ยวไทยปีละกว่า 7 แสนคน และในอีก 2 ปีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการจะเข้ามาถึง 1 ล้านคน ประโยชน์ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าผลไม้ที่อินเดียไม่มี เช่น เงาะ ลำไย มังคุด มะขาม ส้มโอ เป็นต้น ซึ่งในช่วงที่สินค้าบ้านเราออกมาก ไม่มีตลาดรองรับ และราคาตก สามารถใช้อินเดียเป็นที่ระบายได้"
 ขณะเดียวกันจะเป็นประโยชน์ในธุรกิจบริการร้านอาหาร ที่ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในอินเดียกว่า 140 ร้าน และกำลังเป็นที่นิยมในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคาดจะเปิดเพิ่มอีกเท่าตัวจะเป็นประโยชน์มากต่อการส่งออกพ่อครัวแม่ครัวไทย ด้านธุรกิจสปาในอินเดียที่มีกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศได้เข้ามาศึกษารูปแบบสปาไทย และดึงคนไทยไปลงทุน อนาคตจะเปิดเพิ่มขึ้น และจะช่วยจ้างแรงงานไทยอีกมาก รวมถึงธุรกิจก่อสร้างในอินเดียที่กำลังขยายตัวทั้งถนนหนทาง อาคารบ้านพักอาศัยต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทย รวมถึงวิศวกรและคนงาน
 อย่างไรก็ดีจากที่มีหลายฝ่ายวิตก ว่าหากมีการเปิดเสรีภาคบริการจะทำให้แรงงานอินเดียเข้ามาแย่งงานในไทย เช่น วิศวกร แพทย์ กรรมกร และแรงงานในภาคต่างๆ มองว่าไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะโดยข้อเท็จจริงแรงงานอินเดียจะให้ความสนใจไปทำงานในประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่า เพราะได้ค่าจ้างสูงกว่า อาทิ อังกฤษ หรือประเทศในยุโรปอื่นๆ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือในตะวันออกกลาง
 ขณะที่ด้านการลงทุนก็จะเป็นประโยชน์มาก โดยขณะนี้กลุ่มทุนอินเดียรายใหญ่ใน 100 อันดับแรกได้ให้ความสนที่จะเข้ามาศึกษาลู่ทางการลงทุนในไทยเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งจำหน่ายในประเทศ และมีเป้าหมายส่งไปยังกลุ่มอาเซียนที่มีตลาดรวมกันกว่า 600 ล้านคน ซึ่งธุรกิจที่อินเดียมีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ พลาสติก เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอ เป็นผลจากได้เห็นตัวอย่างการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของอินเดียในไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก อาทิ กลุ่มอินโดรามา กลุ่มทาทา และ Birla เป็นต้น ดังนั้นจึงทำให้เกิดความมั่นใจว่าหากมาลงทุนจะประสบความสำเร็จเช่นกัน จากนี้ไปอีก 2 ปีขอให้จับตากลุ่มทุนอินเดียให้ดีเพราะมีโอกาสที่จะเข้าลงทุนในไทยอีกเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับการลงทุนจากญี่ปุ่นและจีน โดยการลงทุนจากอินเดียจะเป็นทั้งในลักษณะการเข้ามาลงทุนใหม่ และอีกรูปแบบคือ การเข้ามาซื้อ หรือเทกโอเวอร์กิจการบริษัทในไทยในธุรกิจที่มีอนาคตแต่ขาดแคลนเงินทุน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,616   10-12  มีนาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 4414 times

jL Poll Module1

งบประมาณสสส.ควรมาจากไหน


 

Poll (2)

เห็นอย่างไรลงทุน LTF,RMF จะไม่ได้สิทธิหักลดหย่อนภาษีอีกแล้ว
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*