งาน แสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในระดับสากล

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RHVAC) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิคส์ (E&E) ปี 2015 สองงานใหญ่ระดับโลกที่จัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ...อ่านต่อ
Homeลงทุน-อุตฯการค้า-ส่งออก แก้หนี้สมาชิกกฟก.ยืดเยื้อ

แก้หนี้สมาชิกกฟก.ยืดเยื้อ

พิมพ์

altแก้หนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรโดยสถาบันการเงินรัฐไม่จบ เกษตรกรโวยเงื่อนไขโหดหากผิดนัดชำระฟ้องร้องกันถึงทายาท ยืนยันกองทุนจะเป็นผู้จัดการหนี้เอง เสนอรัฐจัดสรรงบประมาณผูกพัน100,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี
 แม้ว่าการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร คณะรัฐมนตรี (ครม.)จะมีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างหนี้ โดยจัดเกษตรกร 510,000 ราย ออกเป็น 3 กลุ่มคือ1.สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ณ 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 80,000 ราย 2.เกษตรกรเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิกกองทุนก็ได้ เป็นเอ็นพีแอล ณ 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 350,000 ราย 3.เกษตรกรลูกหนี้สถาบันการเงินอื่น ประมาณ 80,000 ราย
  และมติครม.วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เห็นชอบให้ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯเอ็นพีแอล 80,000 ราย โดยจัดเป็นธุรกรรมนโยบายรัฐ(พีเอสเอ)ความสูญเสียที่เกิดขึ้นรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เกษตรกรบางกลุ่มเห็นว่าการแก้หนี้ด้วยวิธีดังกล่าวทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ เพราะทรัพย์ยังอยู่กับเจ้าหนี้ที่พร้อมขายให้นายทุนได้ทุกเมื่อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าศักยภาพของเกษตรกร และการฟื้นฟูอาชีพใหม่ที่ไม่มีหลักประกันความสำเร็จ
 นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษาสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่ามาตรการแก้หนี้เกษตรกรตามมติครม. วันที่ 7เมษายน 2553 ซึ่งเสนอโดยกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเสนอโดยกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯบางส่วนเท่านั้นไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ อย่างไรก็ดีสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯไม่ขัดข้องมติที่ออกมาดังกล่าว หากแต่สมาชิกไม่เห็นด้วยเมื่อมีมติครม.วันที่ 22 มิถุนายน 2553 ตามมาอีก ซึ่งเป็นมติที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบอย่างมาก แต่กลับไม่มีใครเปิดเผยรายละเอียดมติวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ออกมาแต่อย่างใด
 ทั้งนี้มติครม.วันที่ 22 มิถุนายน 2553 ที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบ กล่าวคือเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ตามมติครม.วันที่ 7เมษายน 2553 ที่ให้พักหนี้เกษตรกรไว้ 50% พร้อมแขวนดอกเบี้ยไว้ แล้วนำหนี้50% มาปรับโครงสร้างหนี้ผ่อนชำระระยะเวลา 15 ปี อัตราดอกเบี้ยMRR-3 (ณ วันผิดนัดชำระ หรือประมาณ 8 ปีก่อนหน้า อัตราดอกเบี้ยขณะนั้นราวร้อยละ10) ต่อมามีมติครม.วันที่ 22 มิถุนายน 2553 ระบุหากเกษตรกรผิดนัดชำระหนี้ระหว่างเวลาปรับโครงสร้าง จะต้องนำดอกเบี้ยและเงินต้นไปรวมกับหนี้เดิมที่พักไว้ หากรวมกันแล้วเกินหลักทรัพย์ธนาคารสามารถยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด และฟ้องร้องถึงทายาท ซึ่งสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ไม่ต่างจากสัญญาขายฝาก ขณะเดียวกันเม็ดเงินสำหรับฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรจะได้รับคนละ 7,000 บาทเท่านั้น
 ขณะที่การแก้หนี้โดยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ หลักทรัพย์ของเกษตรกรโอนมาอยู่กับกองทุนทั้งหมด แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยินยอมเพราะมีระยะเวลาให้เขาผ่อนชำระนานถึง 20ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ1ต่อปี  หากเกษตรกรลูกหนี้เสียชีวิต ทายาทรับภาระหนี้เพียง 25%
 นายชรินทร์ กล่าวว่าเพื่อให้กองทุนฟื้นฟูฯเป็นผู้จัดการหนี้สินของเกษตรกรนั้น กองทุนฟื้นฟูฯจะเสนอของบรัฐบาลเป็นงบผูกพัน 5 ปี วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาแก้หนี้ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ เบื้องต้นได้รายงานผู้แทนกระทรวงการคลังแล้ว(นายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) และได้แจ้งถึงเงื่อนไขโหดตามมติครม.วันที่ 22 มิถุนายน 2553 ที่ทำให้เกษตรกรเสียเปรียบแล้ว ซึ่งผู้แทนกระทรวงการคลังเห็นด้วยกับข้อเสนอของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ แต่ทั้งนี้ต้องทำเป็นมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯก่อน
 "วันที่ 16 มีนาคม ศกนี้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะมีการประชุมและหารือถึงเรื่องดังกล่าว เบื้องต้นพล.ต.สนั่น ก็เห็นด้วยเพราะคาดไม่ถึงว่ามติครม.วันที่ 22 มิถุนายน 2553 จะทำให้เกษตรกรเสียเปรียบอย่างรุนแรง หากเป็นมติแล้วจะนำเสนอรัฐบาลพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง" นายชรินทร์ กล่าวและว่า
 สำหรับเรื่องงบประมาณไม่น่ามีปัญหา เพราะว่าอำนาจการชำระหนี้แทนเกษตรกร ตามมาตรา 37/9 แห่งพ.ร.บ.กองทุนฯทำได้ 3 วิธี คือ1.ชำระด้วยเงินสด 2.พันธบัตรรัฐบาล 3.ตั๋วเงินของรัฐ ที่สำคัญภาคเอกชนขนาดใหญ่ โครงการรถไฟฟ้า รัฐบาลยังจัดหางบมาช่วยเหลือดำเนินการได้ ขณะที่เกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและมีปัญหาหนี้สินสืบเนื่องกันมาหลายปี รัฐบาลน่าจะเร่งช่วยเหลือ เพราะหากเกษตรกรยังเป็นหนี้เป็นสินและลำบากอยู่ อีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าภาคเกษตรไทยจะเกิดปัญหาขาดทายาทสืบทอดอาชีพ และประเทศไทยจะมีผลผลิตสินค้าเกษตรไม่เพียงพอกับการบริโภคและส่งออกได้เหมือนปัจจุบัน เพราะที่ดินทำกินตกเป็นของนายทุนหมด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,617   13-16  มีนาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 4270 times

jL Poll Module1

ธปท.ปรับลดอัตราเติบโตการส่งออกไทยปีนี้เหลือ0% ท่านเชื่อว่าอย่างไร



 

Poll (2)

จัดเสวนาหัวข้อการเมืองโดยอาจารย์-นักศึกษาเวลานี้ ควรทำได้หรือไม่
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*