หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home PR. คอลัมน์ : การค้า-ส่งออก 'ชุมพรไม้ยาง' เบนเข็มสู่ปาล์ม

'ชุมพรไม้ยาง' เบนเข็มสู่ปาล์ม

พิมพ์

อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราริบหรี่ เหตุชาวสวนเมินโค่นต้นยาง เพราะยางแผ่นได้ราคาดี แถมสวนยางภาคใต้ร่อยหรอ  "ชุมพร เอส.พี.ไม้ยางพารา" ตัดใจเบนเข็มสู่ปาล์มน้ำมัน ทุ่มทุน 600 ล้านบาท ตั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
 นายศักดิ์ชัย ศรียุทธไกร กรรมการผู้จัดการบริษัทชุมพร เอส.พี.ไม้ยางพารา จำกัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไม้ยางพาราเพื่อการส่งออก เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ กำลังการผลิต 60-75 ตันต่อชั่วโมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง บนพื้นที่ 200 ไร่ ที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้ประมาณเดือนสิงหาคม 2554  
 ทั้งนี้อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากน้ำมันปาล์มดิบได้แก่โรงงานไบโอแก๊ส ซึ่งเป็นกระบวนการนำน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมไปผลิตกระแสไฟฟ้า และโรงงานไบโอแมส ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเชื้อเพลิง ที่ใช้เศษวัสดุเหลือใช้ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เพราะกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์มแบบมาตรฐาน(หีบเปียก) จะสกัดน้ำมันปาล์มดิบจากทะลายปาล์มสด  ใยปาล์ม และทะลายเปล่า ในกระบวนการผลิตแบบใหม่ใช้น้ำน้อยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
 สาเหตุที่บริษัทตัดสินใจลงทุนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เพราะว่าปัจจุบันโรงงานไม้ยางพาราแปรรูปภาคใต้ประสบปัญหาขาดแคลนไม้ยางพาราที่นับวันจะมีความรุนแรงขึ้น เพราะวัตถุดิบไม้ยางพาราหายไป 40-50% เนื่องจากราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาราคายางพาราไม่เคยปรับตัวสูงขึ้นเกินกก.ละ 80 บาท แต่ปัจจุบันราคาขึ้นไปถึงกก.ละเกือบ 200 บาท ทำให้เกษตรกรไม่ยอมโค่นต้นยาง แม้ต้นยางจะอายุมากและสูงเพียงใด ก็ยังใช้บันไดปีนขึ้นไปกรีดบริเวณยอดแล้วปล่อยให้ไหลลงมาสามารถขายเป็นขี้ยางได้ ที่ในอดีตขายขี้ยางได้ กก.ละ 30 บาท ปัจจุบันขายได้สูงถึงกก.ละ 100 บาท
 นายศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้บริษัทต้องปรับตัว ที่สำคัญมองภาพรวมแล้วอุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้มีโอกาสที่จะเติบโตถดถอยลง เนื่องจากขาดแคลนแรงงานกรีดยาง แรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)ที่เคยมารับจ้างกรีดยางภาคใต้ เวลานี้ได้กลับไปปลูกยางภาคอีสาน อนาคตแหล่งปลูกยางจะอยู่ที่ภาคอีสาน ส่วนภาคใต้เกษตรกรจะหันมาปลูกปาล์มน้ำมันเพราะสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย บริษัทจึงได้ลงทุนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรองรับ
  "ปกติการโค่นไม้ยางพาราจะเริ่มโค่นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน โดยชาวสวนยางจะขายต้นยางแบบยกสวน แต่ปัจจุบันจะขายเป็นต้น หากขนาดใหญ่จะได้ราคาดี กว่าลำต้นขนาดเล็ก หลังจากนั้นจะนำมาตัดทอนให้ได้ขนาดความยาวขนาด 1.00 - 1.30 เมตร ราคากิโลละ 2.37-2.37 บาท ใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน เข้าโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นไม้แผ่นเอ็มดีเอฟ และไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด เพื่อจะนำไปประกอบส่วนเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่อไป" นายศักดิ์ชัยกล่าวและว่า
 โดยระยะเวลาการทำงานของโรงงานแปรรูปไม้ยางในหนึ่งปีทำไม่กี่เดือนแต่ต้องเลี้ยงคนงานโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมไม้ยางพาราคงไม่มากไปกว่านี้  แม้ว่าจะมีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ จากประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะประเทศจีน แต่ราคาไม้แปรรูปไม่ได้ปรับราคาขึ้นเท่าไรนักหากเทียบกับราคายางพาราที่สูงขึ้น จึงคิดว่าหาอุตสาหกรรมใหม่รองรับดีกว่า
อนึ่ง ข้อมูลของสถิติการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและเฟอร์นิเจอร์ ที่ผ่านด่านศุลกากรในภาคใต้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน  2553 มูลค่า 1,680 ล้านบาท เดือนธันวาคม 2553 มูลค่า 2,019 ล้านบาท และล่าสุดเดือนมกราคม 2554 มูลค่า 1,478 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,622 
31 มีนาคม - 2 เมษายน พ.ศ. 2554

 

Read : 4160 times

jL Poll Module1

เงินจ่ายคืนภาษีรถคันแรกปีนี้ไม่พอ คลังขอใช้งบกลาง/เงินคงคลังหมื่นล.ท่านเห็นอย่างไร


 

Poll (2)

ห่วงศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีนายกฯ จุดชนวนรุนแรง ท่านเชื่ออย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส หวย เตาอบ ตู้กดน้ำ