Homeลงทุน-อุตฯการค้า-ส่งออก 'ปุ๋ย'ตรามงกุฎ'มาแรงตั้งเป้าอีก3 ปีขึ้นเบอร์3

'ปุ๋ย'ตรามงกุฎ'มาแรงตั้งเป้าอีก3 ปีขึ้นเบอร์3

พิมพ์

วุฒิพงษ์ หวังสันติธรรมวุฒิพงษ์ หวังสันติธรรมเมื่อเร็วๆ นี้บริษัท เทอราโก เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด บริษัทปุ๋ยน้องใหม่ "ตรามงกุฎ"ในกลุ่มพรรณธิอร กลุ่มธุรกิจเกษตรของเจ้าสัวเจริญ (นายเจริญ สิริวัฒนภักดี)เปิดแถลงผลประกอบการไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม 2554 ) มีอัตราการเติบโตถึง 150% หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เพราะสามารถทำยอดขายได้ถึง 100,000 ตัน ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมามียอดขายเพียง 40,000 ตัน
 ที่สำคัญยอดขายไตรมาสแรกปีนี้ทะลุเป้าเพราะตั้งไว้เพียง 70,000 ตัน ขณะที่เป้าหมายยอดขายรวมของบริษัทในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 350,000 ตัน มูลค่า 4,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ทั้งปีที่มียอดขายปริมาณ 200,000 ตัน มูลค่า 2,000 ล้านบาท จึงทำให้สิ้นปีนี้ปุ๋ยตรามงกุฎจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 10% อยู่อันดับ 5 ของผู้จำหน่ายปุ๋ยเคมี และตั้งเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะขึ้นสู่อันดับ 3 ของตลาดปุ๋ยไทย
 ++ไตรมาสแรกทะลุเป้า
 นายวุฒิพงษ์ หวังสันติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด  กล่าวถึงสาเหตุที่ยอดขายทะลุเกินกว่าเป้า  เพราะบริษัทหันไปผลิตปุ๋ยสูตรอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืชและสภาพดินมากขึ้น ทดแทนการผลิตปุ๋ย 4 สูตร ซึ่งต้องจำหน่ายในราคาที่กรมการค้าภายในกำหนดไว้ ได้แก่  ปุ๋ยสูตร 46-0-0  ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปุ๋ยสูตร 16-20-0 และปุ๋ยสูตร 21-0-0   
  รวมทั้งได้จำหน่ายให้บริษัทในเครือที่อยู่ในกัมพูชาและลาวด้วย ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะขายให้กับบริษัทในเครือ สหกรณ์การเกษตร เพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มนี้น้อยมากไม่ถึง 10% และที่สำคัญบริษัทมีศักยภาพในการรักษาต้นทุนของสินค้า เนื่องจากมีกำลังซื้อในปริมาณมากและมีทีมงานที่เข้าใจว่าควรนำเข้าวัตถุดิบในช่วงเวลาใดจึงจะได้ราคาไม่สูงมาก
 "ถือว่าเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด  หากเทียบกับปี 2553 ที่มียอดขายรวม  2,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 5-6% คาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 10% อยู่ในอันดับ 5 ของตลาดปุ๋ยไทย ที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 70,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2553 มูลค่าตลาดประมาณกว่า 50,000 ล้านบาท เพราะปีนี้วัตถุดิบผลิตปุ๋ยแพง ปัจจุบันผู้นำตลาดปุ๋ยเคมีอันดับ 1 กลุ่มเจียไต๋ ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายปุ๋ย ตรากระต่าย  ผู้นำที่ยังครองส่วนแบ่งมากที่สุด 25% ส่วนอันดับ 2 บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีตรา"หัววัวคันไถ" ส่วนปุ๋ยตรามงกุฎ ปีนี้ยังอยู่อันดับ 5 แต่คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะขึ้นอยู่อันดับ 3"
 ทั้งนี้การจะก้าวขึ้นอันดับ 3 ผู้จำหน่ายปุ๋ย มีปัจจัยบริษัทได้ขยายการลงทุนที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา   คาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท จะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าตัว จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต ประมาณ 1,000 ตัน/วัน หรือทั้งปีมีกำลังการผลิตปริมาณ 300,000 ตัน คาดว่าจะเสนอของบลงทุนกับบอร์ดบริหารในปี 2555  หากบอร์ดอนุมัติงบ จะเริ่มเขียนแผนและมีการประมูลงานทันที คาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จในปี 2556 และจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวม 600,000 ตันต่อปี หรือมีกำลังการผลิต 2,000 ตัน/วัน
++อัดงบโฆษณากว่า 120 ล้านบาท
 สำหรับในปี 2554 ทางบริษัทได้เน้นกลยุทธ์การทำตลาดแบบครบวงจร ด้วยการทุ่มงบทางการตลาดกว่า 120 ล้านบาท จากปีที่แล้ว เพียง 102 ล้านบาท ผ่านทางสื่อทั้งเคเบิลทีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะวิทยุชุมชน พร้อมกับแผนสนับสนุนและส่งเสริมการขายเพื่อให้เป็นไปตามเป้าจะมีแผนระดับประเทศ และแผนที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่เป็นการเฉพาะ  รวมถึงเหมาะกับพืชพันธุ์ตลอดจนฤดูกาลของแต่ละร้านค้าด้วย พร้อมกันนั้นได้แบ่งซอยเขตให้เล็กลง และเพิ่มทีมงานขายและส่งเสริมงานขายให้มากขึ้น เพื่อลงทำงานกับลูกค้าในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ให้ซื้อปุ๋ยไปใช้ โดยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ออกสู่ตลาดรวม 4 ชุด พร้อมกับใช้กลยุทธ์ การเป็นปุ๋ยสด ที่ผลิตสินค้าไว้ล่วงหน้าเพียง 3 เดือน ทำให้สามารถปรับแผนการผลิตสินค้าไว้เหมาะสมกับความต้องการในตลาดได้
 นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้มีสูตรใหม่เพิ่มขึ้นอีก 7 สูตร จากปีที่แล้วมี 13 สูตร รวมเป็น 20 สูตร อาทิ  สูตร 20-8-20 สูตร 21-7-18 สูตร 20-10-12 สูตร 9-9-32 และสูตร 18-8-8 สำหรับยางพารา ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปุ๋ยสูตรที่เหมาะกับพืชเศรษฐกิจต่างๆ และสภาพดินตามนโยบายของรัฐที่ต้องการให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเหมาะกับพืชและดินซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร
 ++หนุนขุดเหมืองแร่โปแตช
 ปัจจุบันวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยต้องนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงถึง 96% และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง   หากจะลดการนำเข้าควรที่จะสนับสนุนให้เกิดโครงการขุดแหล่งแร่โปแตชที่อยู่ในจังหวัดอุดรธานีและชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งแร่ที่คุณภาพ และมีปริมาณคาดว่าจะใช้ได้เป็น 100 ปี หากสามารถที่จะสร้างความเข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมกับคนในท้องถิ่นได้ จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตปุ๋ยเคมี และยังสามารถส่งออกได้ด้วย ที่สำคัญใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองการค้าหากปุ๋ยยูเรียสูงขึ้น ขณะนี้ทางประเทศลาวขุดพบแล้ว เพราะฉะนั้นจึงอยากให้โครงการนี้เกิดขึ้นในเร็ววัน
 "จริงๆ แล้วประเทศตะวันตกการเพาะปลูกพืชอาหารมีน้อย หลักๆ จะต้องมาอาศัยประเทศไทย หากบ้านเราไม่ทะเลาะกันและร่วมกันนำเทคโนโลยีมาใช้จะทำให้การเพาะปลูกดีขึ้น และสุดท้ายเมืองไทยจะเป็นผู้มีอำนาจสินค้าเกษตรตัวจริง  ส่วนปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง เป็นห่วงว่าถ้าราคาปุ๋ยตกลงมา ก็ต้องรีบพยายามที่จะระบายของเก่าออกให้หมด แต่ที่สำคัญก็คือไม่ประมาทและไม่ทำอะไรเกินตัว" นายวุฒิพงษ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,633   8-11  พฤษภาคม พ.ศ. 2554

 

Read : 7060 times

jL Poll Module1

ฝ่ามรสุมศก.ครึ่งปีหลัง อะไรน่าห่วงสุด



 

Poll (2)

คสช.เห็นชอบหลักการลงทุนรถไฟทางคู่2สายใหม่เชื่อมจีนขนคน+สินค้า แทนไฮสปีดเทรน ท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

EnglishFrenchGermanItalianPortugueseRussianSpanishThai

*